หมูสามชั้นทอด เมนูทำง่าย อร่อยฟิน ใช้เวลาไม่นาน

หมูสามชั้น สีเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับน้ำจิ้มรสแซ่บ

หมูสามชั้นทอด สุดยอดเมนูที่เกิดมาเพื่อคนเวลาน้อย แต่อยากกินของอร่อยฮีลใจหลังเลิกงานแบบไม่ต้องเหนื่อยเข้าครัวนานๆ! เพราะนี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับมื้อเร่งด่วนที่ทำง่าย ใช้เวลาเตรียมแค่ไม่กี่นาที แต่การันตีความฟินด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบนอกชุ่มฉ่ำด้านใน ในบทความนี้เราจะพาคุณไปดูวิธีการทำแบบสเต็ปต่อสเต็ป พร้อมเผยเคล็ดลับการหมักหมูให้เข้าเนื้อและเทคนิคทอดให้กรอบอร่อยแบบครบถ้วน จบในที่เดียว มีหมูสามชั้น 500 กรัม ทำเมนูอะไรได้บ้างที่ทำง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน ? เมนูหมูสามชั้น ทำง่าย ประหยัดเวลา จะเป็นเมนูอื่นไปไม่ได้เลย คือ หมูสามชั้นทอด นั้นเอง หัวใจความอร่อยอยู่ที่วัตถุดิบ และส่วนผสมในการทำ ก่อนจะไปลงมือทำ เรามาเตรียมความพร้อมของวัตถุดิบกันก่อน ซึ่งสูตรนี้ใช้ของน้อยมาก สามารถหาได้ง่ายๆ ในครัวที่บ้านได้เลย แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็แวะซื้อที่ร้านหมูอินเตอร์ใกล้บ้าน มีของครบ เลือก หมูสามชั้น 500 กรัม : พระเอกของเมนูนี้! เคล็ดลับการเลือกหมูสามชั้น ให้ทอดออกมาแล้วอร่อยที่สุด คือต้องเลือกชิ้นที่มี “เนื้อสลับมันสวยๆ” ชั้นเนื้อแดงควรเยอะกว่าชั้นไขมันเล็กน้อย ผิวหนังบาง และสีของเนื้อหมูต้องดูสดใสไม่คล้ำ หากเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายเนื้อหมูที่ได้มาตรฐานและมีความสดใหม่ เวลาทอดหมูจะไม่หดตัวมาก และได้ความนุ่มชุ่มฉ่ำที่พอดี เครื่องปรุงพื้นฐาน : สำหรับหมักหมูสามชั้นทอด ให้รสชาติเข้าเนื้อแบบเข้มข้น ประกอบด้วย – น้ำปลาแท้: 1 ช้อนโต๊ะ (ช่วยเพิ่มความหอมและรสเค็มกลมกล่อม) – ซอสปรุงรส: 1 ช้อนโต๊ะ (เพิ่มสีสันและมิติของรสชาติ) – ผงปรุงรส: 1 ช้อนชา (ตัวช่วยชูรสให้อร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น) – พริกไทยขาวป่น: 1 ช้อนชา (ช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมเตะจมูก) แป้งทอดกรอบ : นี่คือ เคล็ดลับความกรอบ ที่ขาดไม่ได้ ใช้เพียง 2-3 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าบางๆ ให้ทั่วชิ้นหมูหลังหมักเสร็จ แป้งทอดกรอบจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ช่วยกักเก็บความชุ่มฉ่ำด้านใน และทำให้ผิวด้านนอกกรอบทนนาน เคี้ยวเพลินสุดๆ น้ำมันพืชสำหรับทอด : กะปริมาณให้ท่วมชิ้นหมู แนะนำให้ใช้ “น้ำมันปาล์ม” เพราะเป็นน้ำมันที่ทนความร้อนสูงได้ดีมาก เหมาะกับการทอดแบบ Deep Frying จะช่วยให้สีของหมูทอดออกมาเหลืองทองสวยงาม และกรอบสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้น วิธีทำหมูสามชั้นทอด เมื่อเตรียมวัตถุดิบพร้อมแล้ว เรามาลงมือทำกันเลย รับรองว่าทำตามได้ง่ายๆ เพียง 4 ขั้นตอน ล้างทำความสะอาดและหั่นหมู: นำหมูสามชั้นไปล้างน้ำทำความสะอาดให้เรียบร้อย ใช้กระดาษทิชชู่สำหรับทำอาหารซับน้ำให้แห้งสนิท จากนั้นนำมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ไม่ควรหั่นหนาหรือบางจนเกินไป เพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อได้ดีและสุกสม่ำเสมอเวลาทอด หมักหมูให้เข้าเนื้อ: นำหมูที่หั่นเตรียมไว้ใส่ลงในชามผสม เติมเครื่องปรุงอย่าง น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงปรุงรส และพริกไทยขาวป่นลงไป ใช้มือขยำและคลุกเคล้าเบาๆ ให้เครื่องปรุงซึมเข้าสู่เนื้อหมู จากนั้นหมักทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที (เวลานี้ตอบโจทย์ความรวดเร็ว แต่ยังรับประกันว่ารสชาติเข้าเนื้อพอดีครับ) คลุกแป้งทอดกรอบ: หลังจากหมักหมูได้ที่ ให้ใส่แป้งทอดกรอบลงไปคลุกเคล้าให้เคลือบผิวหมูบางๆ จนทั่วทั้งชิ้น (คุณสามารถเลือกคลุกแป้งแบบแห้งได้เลย หรือหากชอบความกรอบฟูเป็นพิเศษ จะผสมน้ำเย็นจัดลงในแป้งเล็กน้อยให้พอข้นก่อนนำหมูลงไปคลุกก็ได้เช่นกัน) ตั้งไฟและทอดให้กรอบ: ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชให้กะพอท่วมชิ้นหมู รอน้ำมันร้อนจัดแล้วปรับมาใช้ ไฟกลางค่อนอ่อน นำหมูลงไปทอด ค่อยๆ ทอดไปเรื่อยๆ เพื่อให้เนื้อหมูสุกถึงด้านในและได้สีเหลืองทองสวยงาม เมื่อหมูสุกกรอบได้ที่แล้ว ให้ เร่งเป็นไฟแรงในตอนท้าย ประมาณ 1-2 นาที เทคนิคนี้จะช่วยไล่น้ำมันออกจากชิ้นหมู ทำให้หมูทอดของเรากรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน สูตรหมูสามชั้นทอดน้ำปลา สำหรับใครที่หลงใหลในกลิ่นหอมเตะจมูกและรสชาติเค็มนำกลมกล่อม ต้องห้ามพลาดสูตรยอดฮิตนี้! ความแตกต่างของ สูตรหมูสามชั้นทอดน้ำปลา เมื่อเทียบกับสูตรทอดกรอบปกติ คือเราจะ เน้นชูความหอมของน้ำปลาแท้ เป็นตัวเอกเพียงอย่างเดียว โดยตัดเครื่องปรุงอื่นๆ ออกไป และใช้แป้งทอดกรอบเพียงเล็กน้อยที่สุด (หรือไม่ใส่แป้งเลย) เพื่อให้ได้ Texture ของเนื้อและมันหมูที่รัดตัวสวย ได้ความหนึบเคี้ยวเพลิน และได้สีน้ำตาลอมแดงที่น่าทานสุดๆ อัตราส่วนความอร่อย (แคปหน้าจอเก็บไว้ทำตามได้เลย!) หมูสามชั้น (หั่นชิ้นหนาพอดีคำ) : 500 กรัม น้ำปลาแท้ (แนะนำเกรดพรีเมียมเพื่อกลิ่นที่หอมละมุน) : 3 – 4 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น (ตัวเลือกเสริม) : เล็กน้อยเพื่อเพิ่มมิติความหอม (เคล็ดลับเพิ่มเติม : นวดขยำหมูกับน้ำปลาจนน้ำปลาซึมแห้งเข้าไปในเนื้อหมูทั้งหมด จากนั้นนำลงทอดในน้ำมันร้อนจัดด้วยไฟกลางจนสุกเหลือง จะได้หมูสามชั้นทอดน้ำปลาที่หอมฟุ้งไปทั้งครัว) เคล็ดลับ ทอดหมูยังไงไม่ให้น้ำมันกระเด็น พร้อมเทคนิคกรอบนาน ปัญหาโลกแตกที่ทำเอาหลายคนขยาดการเข้าครัวคือ “น้ำมันกระเด็น” ตอนทอดนี่แหละ! แต่ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีเทคนิคระดับโปร ที่จะช่วยให้การทอดหมูสามชั้นปลอดภัยขึ้น แถมยังได้หมูสามชั้นทอดเหมือนเชฟมาทำให้ทาน ซับหมูให้แห้งก่อนทอด  : สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันระเบิดหรือกระเด็นแรงๆ เกิดจาก “ความชื้นหรือน้ำ” ไปเจอกับ “น้ำมันร้อนจัด” ดังนั้นหลังจากล้างทำความสะอาดหมูเสร็จ ควรใช้กระดาษทิชชู่สำหรับทำอาหาร (Paper Towel) ซับชิ้นหมูให้แห้งสนิทที่สุดก่อนนำไปหมักหรือทอด วิธีนี้ช่วยลดการกระเด็นได้เกินครึ่ง โรยเกลือเล็กน้อยลงในน้ำมัน : เคล็ดลับก้นครัวที่ใครๆ ใช้ก็ได้ผล! ก่อนที่จะนำหมูลงกระทะ ให้โรยเกลือป่นลงไปในน้ำมันที่กำลังร้อนประมาณ 1 หยิบมือ เกลือจะทำหน้าที่ช่วยดูดซับความชื้นที่หลงเหลืออยู่ และช่วยลดอัตราการแตกตัวของน้ำมัน ทำให้ทอดหมูได้อย่างปลอดภัย ลดการกระเด็นของน้ำมันได้ดี เคล็ดลับทำให้หมูกรอบนานแม้ตั้งทิ้งไว้จนเย็น : นอกจากการเร่งไฟแรงเพื่อไล่น้ำมันในตอนท้ายแล้ว ทริคสำคัญคือเมื่อตักหมูขึ้นจากกระทะ ต้องพักหมูไว้บนตะแกรง เพื่อให้สะเด็ดน้ำมันและระบายความร้อน ห้ามวางทับซ้อนกันแน่นๆ หรือวางบนกระดาษซับน้ำมันโดยตรง (เพราะไอร้อนจะพุ่งกลับขึ้นมาทำให้แป้งแฉะและเหนียว) การพักบนตะแกรงให้อากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยล็อกความกรอบของผิวหมูให้อยู่นานหลายชั่วโมง แม้จะเย็นแล้วก็ยังกรอบ! Q&A คำถามที่พบบ่อย Q: ทอดหมูสามชั้นใช้ไฟอะไร? A: แนะนำให้เริ่มต้นด้วย ไฟกลางค่อนอ่อน เพื่อให้เนื้อหมูค่อยๆ สุกถึงข้างในอย่างสม่ำเสมอเมื่อหมูสุกได้ที่แล้ว ให้ เร่งเป็นไฟแรง ประมาณ 1-2 นาทีก่อนตักขึ้น เทคนิคนี้จะช่วยไล่น้ำมันออกจากชิ้นหมูและทำให้ผิวด้านนอกรัดตัวจนกรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน Q: ใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Fryer) ทำหมูสามชั้นทอดได้ไหม? A: ทำได้อย่างแน่นอน! สำหรับหม้อทอดไร้น้ำมัน ให้ใช้อุณหภูมิที่ 180°C โดยอบด้านละประมาณ 10-15 นาที (ระยะเวลาอาจปรับเปลี่ยนได้เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับความหนาของชิ้นหมูหั่นไว้) Q: หมักหมูนานแค่ไหนถึงจะเข้าเนื้อ? A: สำหรับเมนูเร่งด่วน หมักทิ้งไว้เพียง 10-15 นาที ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าอยากให้รสชาติซึมลึกแบบติดสปีด แนะนำให้ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วชิ้นเนื้อหมูก่อนนำไปหมัก จะช่วยทำให้เครื่องปรุงแทรกซึมเข้าเนื้อได้เร็วและเข้มข้นขึ้น Q: ทำอย่างไรให้หมูสามชั้นทอดมีสีเหลืองทองสวยสม่ำเสมอ ไม่ดำหรือไหม้ง่าย? A: เทคนิคสำคัญคือการควบคุมปริมาณเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่น ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว ไม่ควรใส่มากเกินไปจนท่วมชิ้นหมู เพราะน้ำตาลจะไหม้ก่อนที่เนื้อหมูจะสุกสม่ำเสมอ ในระหว่างทอดควรคอยช้อนเศษแป้งหรือกากหมูเล็กๆ ออกจากกระทะอยู่เสมอ เพื่อให้น้ำมันใสและไม่ไปเกาะกับหมูชิ้นใหม่จนดูเหมือนรอยไหม้ ซึ่งจะช่วยให้หมูทอดของคุณมีสีเหลืองทองดูน่ารับประทานทุกชิ้น Q: หากไม่มีแป้งทอดกรอบ สามารถใช้แป้งชนิดอื่นทดแทนได้หรือไม่? A: สามารถใช้ “แป้งข้าวจ้าว” ผสมกับ “แป้งข้าวโพด” ในอัตราส่วน 1:1 แทนได้โดยแป้งข้าวจ้าวจะช่วยให้ผิวสัมผัสมีความกรอบที่ทนทาน ไม่นิ่มง่าย ส่วนแป้งข้าวโพดจะช่วยเพิ่มความกรอบเบาและทำให้สีของหมูทอดดูสวยงาม เมื่อนำมาผสมกันแล้วจะให้เนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับแป้งทอดกรอบสำเร็จรูป และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการควบคุมความกรอบให้พอดีตามความชอบ การทำ หมูสามชั้นทอด ให้อร่อยกรอบนอกชุ่มฉ่ำด้านในนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย! ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเลิกงานและมีเวลาน้อยแค่ไหน ก็สามารถทอดหมูสามชั้นได้แบบง่ายๆ ไม่เสียเวลา เริ่มจากการเลือกซื้อหมูสามชั้น จากใกล้บ้านที่ได้มาตรฐานและมั่นใจได้ในความสดใหม่ ปรุงรสตามใจชอบ แล้วทอดหมู ตามขั้นตอนเพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูมื้อเย็นที่ทำง่าย กรอบนาน ไม่อมน้ำมัน ไว้ฮีลใจหลังเลิกงานได้อย่างพิเศษ!

สูตรปีกไก่ทอดน้ำปลา สีเหลืองทอง หนังไม่ไหม้

แจกสูตรปีกไก่ทอดน้ำปลา เคล็ดลับทอดไก่ไม่ให้หนังไหม้

เมนู “ปีกไก่ทอดน้ำปลา” เรียกได้ว่าเป็นเมนูยอดฮิตของหลายบ้าน ที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง แต่ว่าเรื่องการทอดให้หนังออกมากรอบ และมีสีเหลืองทองนั้น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายของสายเข้าครัว เพราะหลายคนมักเจอกับปัญหานี้อยู่บ่อย ๆ คือ ทอดแล้วหนังไก่ไหม้ดำ มีสีเข้มมากเกินไปจนทำให้เนื้อด้านในสุกไม่เต็มที่ ในบทความนี้เราเลยคัดสูตรเด็ด พร้อมเคล็ดลับปีกไก่ทอดน้ำปลา ให้มีสีเหลืองทอง น่ากิน หนังกรอบ มาฝากกัน รับรองว่าทำตามได่แน่นอน! ทำไมปีกไก่ทอดน้ำปลา ทอดแล้วหนังชอบไหม้? เคยสังเกตกันไหมว่าเวลาทำเมนูนี้ หนังไก่จะเปลี่ยนสีเร็วมากตอนลงทอดในกระทะ จนบางครั้งก็ไหม้ดำ ทั้งที่ยังทอดไม่ครบตามเวลาที่ตั้งไว้ ปัญหาหลักของเมนู “ปีกไก่ทอดน้ำปลา” ไม่ได้เป็นเพราะเราทำไม่เป็น แต่เกิดจากเรื่องที่หลายคนมองข้ามไป คือ น้ำปลาที่ใช้หมักปีกไก่ ไฟที่ใช้ทอด รวมทั้งระยะเวลาในการหมัก ทั้งหมดที่ว่ามานี้มีผลทำให้สีและความกรอบของหนังไก่ไม่ตรงตามที่คิดไว้ มาดูกันชัด ๆ ว่าแต่ละสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง ทำไมทอดออกมาแล้วถึงไหม้ทุกครั้ง! 1. น้ำตาลในน้ำปลาจะไหม้เร็วเวลาโดนความร้อน น้ำปลาส่วนมากจะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่ ทำให้เวลาที่โดนความร้อนมาก ๆ น้ำตาลจะเริ่มไหม้ จนทำให้หนังไก่เปลี่ยนสีเร็วมากกว่าปกติ ซึ่งต่างจากการทอดปีกไก่ธรรมดาที่ไม่ได้หมักน้ำปลา ดังนั้นถ้าเราไม่ปรับวิธีการทอดให้เหมาะกับเมนูปีกไก่ทอดน้ำปลา ก็อาจจะทำให้ได้หนังไก่ที่ “ดำไหม้” แน่นอน 2. ใช้ไฟแรงเกินไปตอนทอด หลายคนมักจะเร่งไฟแรงตั้งแต่เริ่มทอด เพราะต้องการให้ปีกไก่ที่หมักไว้สุกเร็วขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว การทอดด้วยไฟแรงจะทำให้หนังด้านนอกสุก และไหม้จนหนังดำ แต่เนื้อด้านในยังไม่สุกเท่าที่ควร ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงตามที่คิดไว้ตั้งแต่แรกคือปีกไก่มีสีสวย และสุกทั่วทั้งชิ้น 3. ใช้เวลาในการหมักปีกไก่กับน้ำปลานานเกินไป แม้การหมักจะช่วยทำให้เครื่องปรุงทั้งหมดเข้าเนื้อไก่ได้ดี แต่ถ้าใช้ระยะเวลาในการหมักนานเกินความจำเป็น จะทำให้น้ำตาลและเกลือในน้ำปลาที่หมักซึมเข้าเนื้อไก่มากเกินไป เวลาที่นำไปทอดลงกระทะ ซอสหมักที่หมักไว้นั้นเวลาโดนความร้อนจากน้ำมัน จะทำให้สีของซอสกลายเป็นสีไหม้เกรียมและดำได้เร็วกว่าปกติ แทนที่จะได้เมนูปีกไก่ทอดน้ำปลาที่ทอดออกมาแล้วสีเหลืองทอง และหนังกรอบ ปีกไก่ทอดน้ำปลาทอดยังไง ให้สีเหลืองทอง หนังไม่ไหม้? จะทำเมนูปีกไก่ทอดน้ำปลา การทอดให้ปีกไก่มีสีเหลืองทอง และหนังกรอบนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่รู้ 4 วิธีนี้ก็จะทำให้ได้ปีกไก่ทอดที่มีสีสวย หนังกรอบ และเนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น จากเมนูธรรมดาอาจกลายเป็นเมนูโปรดของใครหลายคนเวลาที่กลับบ้านไปทำกินช่วงวันหยุดแน่นอน 1. ใช้ไฟกลางตลอดเวลาทอด การใช้ไฟกลางตอนทอด จะช่วยทำให้หนังของปีกไก่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง กรอบ และไม่ไหม้ พร้อมกับได้เนื้อไก่ที่สุกทั่วทั้งชิ้นก่อนที่จะทอดแล้วได้หนังดำมาแทน 2. ใช้เวลาหมักปีกไก่ไม่เกิน 30 นาที ขั้นตอนการหมักปีกไก่และน้ำปลา ควรใช้เวลาในการหมักแบบพอดี ประมาณ 20-30 นาที เพื่อทำให้เครื่องปรุงที่หมักซึมเข้าเนื้อไก่ได้ดี ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป และช่วยทำให้น้ำตาลในน้ำปลาไม่เกาะอยู่บนผิวหนังจนไหม้ หลังจากที่นำลงทอดในกระทะ พร้อมกับช่วยทำให้ได้หนังของปีกไก่ทอดกรอบ และมีสีเหลืองทองหลังทอดเสร็จแล้ว 3. ซับน้ำออกจากปีกไก่ก่อนทอดทุกครั้ง หลังจากหมักปีกไก่กับน้ำปลาครบตามเวลาที่ตั้งไว้แล้ว ควรจะซับซอสหมักหรือน้ำออกจากผิวของปีกไก่ให้แห้ง ก่อนทอดในกระทะทุกครั้ง การซับน้ำจากปีกไก่ให้แห้ง จะช่วยทำให้เวลาทอดน้ำมันไม่กระเด็น และทำให้หนังไก่กรอบได้ตรงตามความต้องการ ดังนั้น ขั้นตอนเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้ามนี้ก็อาจเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยทำให้หนังของปีกไก่ทอดออกมาแล้วสีเหลืองทอง และกรอบได้มากขึ้น 4. ทอดปีกไก่สองรอบ อีกหนึ่งเคล็ดลับที่หลายคนไม่รู้ คือ การทอดปีกไก่ทอดสองรอบ รอบแรกจะทอดปีกไก่ด้วยไฟกลางจนเนื้อด้านในสุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนจะนำไปพักทิ้งไว้บนตะแกรง แล้วค่อยนำลงกระทะทอดต่อรอบที่สองด้วยไฟกลางค่อนแรง เพื่อทำให้หนังปีกไก่กรอบ และได้สีเหลืองทองสวยตามที่ต้องการ วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณได้ปีกไก่ทอดน้ำปลาที่หนังกรอบ เนื้อนุ่ม และไม่ดำแน่นอน สูตรหมักปีกไก่ทอดน้ำปลา ให้สีเหลืองทอง หนังกรอบไม่ไหม้ ใครว่าปีกไก่ทอดน้ำปลายาก เมนูนี้จะไม่ยากถ้ารู้สูตรการหมักที่ถูกต้อง และมีวัตถุดิบที่หาซื้อได้เองตามตลาด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็จะสามารถทำตามได้ทันที ไม่ว่าคุณจะเป็นสายเข้าครัว มือใหม่พึ่งหัดทำอาหาร หรือเคยทอดปีกไก่แล้วหนังไหม้มาก่อน รับรองได้เลยว่าถ้าลองทำตามสูตรนี้ จะทำให้ได้ปีกไก่ทอดน้ำปลาที่มีหนังกรอบ สีเหลืองทอง และเนื้อสุกทั่วทั้งชิ้นแน่นอน! ส่วนผสมสำหรับหมักปีกไก่ทอดน้ำปลา ปีกไก่สด 500 ก. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 5 กลีบ พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช (ใช้สำหรับทอดปีกไก่) วิธีทำเมนูปีกไก่ทอดน้ำปลา นำปีกไก่ที่เตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาด และใช้กระดาษทิชชู่ซับมันสำหรับอาหารซับน้ำออกให้แห้งพอดี หลังจากซับน้ำออกจากปีกไก่เรียบร้อยแล้ว ให้บั้งปีกไก่เตรียมรอทิ้งไว้ เวลาที่หมักเครื่องปรุงไว้จะทำให้รสชาติซึมเข้าเนื้อได้ดีขึ้น นำปีกไก่ที่บั้งไว้ ผสมกับน้ำปลา กระเทียม พริกไทยดำป่น และน้ำตาลที่เตรียมไว้ให้เข้ากัน ก่อนจะหมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หลังจากหมักปีกไก่ครบตามเวลาแล้ว ใช้ทิชชู่ซับซอสหมักออกเบา ๆ และเขี่ยเศษกระเทียมออกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กระเทียมไหม้ เวลาที่นำไปทอดในกระทะ นำปีกไก่มาคลุกกับแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้บาง ๆ ให้ทั่วทั้งชิ้น เทน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ลงกระทะ แนะนำว่าเทน้ำมันให้ท่วมปีกไก่ เริ่มทอดปีกไก่รอบแรกด้วยไฟกลางประมาณ 15-20 นาที จนเนื้อด้านในสุกทั้งชิ้น เมื่อทอดรอบแรกเสร็จแล้ว ให้นำปีกไก่ที่ทอดแล้วขึ้นมาพักบนตะแกรง ประมาณ 2-3 นาที พอพักทิ้งไว้ครบเวลาแล้ว นำปีกไก่ไปทอดต่อรอบที่สองด้วยไฟกลางค่อนไปแรง ประมาณ 2-3 นาที จนหนังด้านนอกของปีกไก่กรอบ และมีสีเหลืองทอง ทริคทำปีกไก่ทอดน้ำปลา หนังกรอบ สีเหลืองทอง แนะนำให้ใช้ “ปีกไก่กลาง” เพราะเป็นส่วนที่เนื้อและหนังของปีกไก่เท่ากัน ไม่มีส่วนไหนที่น้อยหรือมากเกินไป ทำให้เวลาหมักเครื่องปรุงต่าง ๆ เข้าเนื้อได้เร็ว และทอดสุกง่ายขึ้นกว่าเดิมสำหรับเมนูทอดแบบนี้ นำปีกไก่คลุกแป้งทอดกรอบบาง ๆ ก่อนลงทอด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปลาที่หมักไว้ไหล ไม่ไหม้ติดกระทะตอนทอด และช่วยทำให้หนังของปีกไก่กรอบได้นานขึ้น Q&A ปีกไก่ทอดน้ำปลา หนังกรอบ ทอดไม่ดำ สีเหลืองทอง อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้สูตรและเทคนิคในการทำปีกไก่ทอดน้ำปลากันแล้ว แต่เพื่อทำให้สายเข้าครัวมั่นใจก่อนทำเมนูนี้อีกครั้ง เราได้รวม 5 คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยมาบอกสั้น ๆ เข้าใจง่าย สำหรับใครที่ต้องการทอดปีกไก่ให้สีออกมาเหลืองทอง ทอดแล้วหนังกรอบ ไม่ไหม้ดำ ลองมาหาคำตอบจากคำถาม 5 ข้อนี้กัน! Q: ทำไมปีกไก่ทอดน้ำปลาถึงไหม้ทุกครั้งเวลาทอด A: ปัญหาหลัก ๆ มาจาก 3 เรื่องนี้  คือ น้ำตาลในน้ำปลาไหม้เร็วเวลาที่โดนความร้อนสูง ใช้ไฟแรงตั้งแต่ในการทอดปีกไก่ และใช้เวลาหมักปีกไก่กับน้ำปลานานเกินไป ปัญหาทั้งหมดนี้จะไปเร่งให้หนังไก่เปลี่ยนสีและไหม้ได้เร็วกว่าปกติ Q: หมักปีกไก่กับน้ำปลาใช้เวลานานเท่าไร A: ควรหมักปีกไก่ประมาณ 20-30 นาที จะช่วยทำให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อของปีกไก่ได้ดี การหมักด้วยระยะเวลาที่พอดีจะไม่ทำให้น้ำตาลและเกลือที่หมักอยู่ในซอสไปเกาะอยู่บนผิวหนังของปีกไก่มากจนเกินไป Q: ทำไมต้องทอดปีกไก่สองรอบ A: การทอดปีกไก่รอบแรกจะทำให้เนื้อด้านในสุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนจะนำปีกไก่ลงทอดรอบที่สอง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยรีดน้ำมัน และทำให้เวลาทอดออกมาแล้ว หนังกรอบ และมีสีเหลืองทอง สวยตรงตามความต้องการแน่นอน วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาหนังไหม้ ดำ จากการทอดเป็นเวลานาน Q: ควรใช้ไฟแบบไหนในการทำปีกไก่น้ำปลา A: รอบแรกควรทอดด้วย “ไฟกลาง” เพื่อทำให้เนื้อปีกไก่สุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนจะนำขึ้นมาพัก และลงทอดในกระทะรอบที่สองด้วย “ไฟกลางค่อนไปแรง” เพื่อทำให้หนังกรอบ ฟู และได้สีสวยโดยไม่ไหม้ดำ Q: ทำไมต้องแยกกระเทียมก่อนทอดปีกไก่ A: เพราะเวลาทอดกระเทียมจะสุก และไหม้เร็วกว่าปีกไก่ ถ้าทอดกระเทียมทิ้งไว้ในกระทะ จะทำให้เศษกระเทียมที่ไหม้จนดำมีรสขม และทำให้ตอนทอดสีของปีกไก่อาจจะไม่สวยอย่างที่ควร อยากลองทำเมนูง่าย ๆ อย่าง “ปีกไก่ทอดน้ำปลา” ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่รู้สาเหตุและวิธีการทอดปีกไก่ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟกลาง หมักปีกไก่และน้ำปลาในระยะเวลาที่พอดี ใช้ทิชชู่ซับน้ำก่อนทอด  และเทคนิคการทอดปีกไก่สองรอบ เท่านี้เราก็จะได้เมนูปีกไก่ทอดน้ำปลาที่หนังกรอบ สีเหลืองทอง และสุกทั่วทั้งชิ้น ลองทำตามสูตรนี้ดู รับรองว่าอร่อยและไม่ผิดหวังแน่นอน

เคล็ดลับ ปีกไก่ทอดไม่แห้ง กรอบนอก นุ่มใน

สูตรทำ ปีกไก่ทอด หนังกรอบไม่ต้องลุ้น เทคนิคคุมไฟทอดไก่ให้ฉ่ำวาวน่ากิน

ปีกไก่แห้ง แข็งกระด้าง ไม่กรอบ นี่คือปัญหาที่หลายคนเจอเวลาทอดปีกไก่ บางครั้งทอดจนหนังด้านนอกกรอบจนไหม้แต่ข้างในก็ยังไม่สุก จริง ๆ แล้วการทอดปีกไก่ให้กรอบนอก นุ่มใน นั้นมันไม่ได้ยากเลย แค่เรารู้เทคนิค และวิธีทำที่ถูกต้องก็ทำให้ได้เนื้อที่ต้องการทันที อยากรู้ว่าทำยังไง มาดูกัน! ปีกไก่ทอด กรอบแต่ละส่วนต่างกันยังไง ? ขึ้นชื่อว่า “ปีกไก่” ไม่ได้มีแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ปีกไก่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ปีกไก่บน ปีกไก่กลาง และปีกไก่ล่าง ซึ่งแต่ละส่วนเนื้อมีความหนา และขนาดที่ต่างกัน ทำให้เวลานำไปทอดต้องใช้เวลานาน รวมทั้งมีวิธีการทอดที่ต่างกันด้วย ดังนั้น การรู้จักความต่างของปีกไก่แต่ละส่วนจากตารางเปรียบเทียบ จะช่วยทำให้เราทอดปีกไก่ได้สุกกำลังดี กรอบ และไม่แห้งได้แน่นอน ตารางเปรียบเทียบปีกไก่แต่ละส่วน รู้ก่อนดีกว่าไม่รู้     ส่วนของปีกไก่ ลักษณะ เวลาทอด ความแรงของไฟ ปีกไก่บน เนื้อหนา มีเนื้อมากที่สุด ประมาณ 15 นาที ไฟกลาง ปีกไก่กลาง เนื้อบาง เวลาทอดกรอบง่าย ประมาณ 12 นาที ไฟกลาง ปีกไก่ล่าง เนื้อน้อย เหมาะกับเมนูต้ม และเมนูซุปมากกว่า ประมาณ 8 นาที ไฟค่อนข้างแรง (เน้นลงทอดในน้ำมันเดือด เพราะเนื้อน้อย)   ทอดปีกไก่ แล้วทำไมถึงแห้งทุกครั้ง ? หลายครั้งเวลาที่ทอดปีกไก่แล้วออกมาไม่กรอบ ไม่นุ่ม เนื้อแห้ง และอมน้ำมัน ปัญหาเกิดมาจาก 3 สาเหตุนี้ คือ เวลาทอดใช้ไฟแรงใช้เกินไป ทอดนานเกินไป และไม่หมักปีกไก่ก่อนลงทอดในกระทะ ซึ่งสาเหตุที่พูดมาทั้งหมด ทำให้เนื้อของปีกไก่สูญเสียความชุ่มชื้น เพราะน้ำในปีกไก่จะถูกดูดออกหมดจน ทำให้เนื้อแห้งและแข็งกระด้างในที่สุด 1. ใช้ไฟแรงเกินไปเวลาทอด เวลาทอดปีกไก่ หลายคนมักจะใช้ไฟแรงในการทอด จนลืมเบาไฟลงหลังจากครบเวลาที่ตั้งไว้แล้ว ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผิวด้านนอกของปีกไก่สุกเร็ว แต่เนื้อด้านในยังใสอยู่ ดังนั้น การที่ใช้ไฟแรงมากเกินไป จะทำให้เนื้อไก่ถูกดูดน้ำออกจากเนื้อ ส่งผลทำให้เนื้อแห้ง แข็งกระด้าง 2. ไม่หมักปีกไก่ก่อนทอด การหมักปีกไก่ก่อนลงทอดในกระทะ เรียกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ต่างจากการทอด เพราะถ้าข้ามขั้นตอนนี้ไปแล้วทอดเลยทันที จะทำให้เนื้อของปีกไก่ไม่มีรสชาติ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “จืด” และแห้งง่ายเวลาที่ทอดเสร็จแล้ว 3. ใช้เวลาทอดนานเกินไป สายเข้าครัวหลายคนมักจะเจอปัญหานี้อยู่บ่อย ๆ แม้ว่าจะใช้ไฟกลางในการทอดปีกไก่ แต่ก็กลับได้เนื้อไก่แบบเดิม เหตุผลเกิดจากการใช้เวลาทอดนานเกินไป หรืออาจจะแช่เนื้อไก่ไว้ในกระทะเกินความจำเป็น แบบนี้ก็อาจทำให้เนื้อของปีกไก่แห้ง เหนียว และอมน้ำมันได้ทันที ทอดปีกไก่ยังไงให้เนื้อกรอบนอก นุ่มใน ? เคล็ดลับทอดปีกไก่ให้กรอบนอก นุ่มใน ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนหมักปีกไก่ เพื่อเก็บความชุ่มชื้นของเนื้อ ซับผิวของเนื้อไก่ให้แห้งก่อนลงทอดในกระทะ และใช้เทคนิค “ทอดสองรอบ” ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ต้องคุมระดับไฟเวลาที่ทอดให้เนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนเร่งและปิดไฟ เพื่อรีดน้ำออกจากหนังไก่ จะทำให้ได้หนังที่กรอบอย่างที่ร้านอาหารหลายร้านทำขาย อยากทอดให้ได้เหมือนร้านอาหารเพียงทำตาม 5 เคล็ดลับนี้ ได้ปีกไก่ที่กรอบนอก นุ่มในแน่นอน! 1. หมักปีกไก่ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง การหมักเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เนื้อไก่เก็บความชุ่มฉ่ำของเนื้อไว้ ควรหมักด้วยซอสอย่างนมสด หรือ ซีอิ๊วขาว พร้อมกับกระเทียม เกลือ และพริกไทย เพื่อช่วยเพิ่มความนุ่ม และรสชาติของเนื้อไก่ให้เข้มข้นมากขึ้น 2. ซับผิวของปีกไก่ให้แห้งก่อนทอด ขั้นตอนนี้เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของ “ความกรอบ” หลังจากที่หมักเนื้อทิ้งไว้แล้ว ต้องใช้กระดาษทิชชู่อเนกประสงค์สำหรับอาหาร ซับน้ำออกจากผิวของปีกไก่ให้แห้งสนิท จะช่วยทำให้หนังของเนื้อไก่กรอบเร็วขึ้น และป้องกันน้ำมันกระเด็นตอนลงทอดในกระทะด้วย 3. เทน้ำมันให้ท่วมเนื้อไก่ และใช้ไฟกลาง ก่อนจะเริ่มทอดปีกไก่ควรเทน้ำมันให้ท่วมชิ้นของปีกไก่ หรือที่เรียกว่า “Deep Fry” ขั้นตอนนี้จะทำให้ความร้อนกระจายสม่ำเสมอกันทั่วทั้งชิ้น ตอนลงทอดครั้งแรกควรใช้ไฟกลาง จะช่วยทำให้เนื้อด้านในสุกและฉ่ำน้ำ โดยที่หนังด้านนอกยังไม่ไหม้ และมีสีเหลืองทองกำลังดี 4. ใช้เทคนิคทอดสองรอบ การใช้เทคนิคทอดสองรอบ จะทอดแรกด้วยไฟกลางจนเนื้อไก่สุกทั่วทั้งชิ้น ก่อนจะตักขึ้นมาพักไว้ แล้วนำลงกระทะทอดรอบที่สองด้วยไฟแรง ประมาณ 1-2 นาที เทคนิคนี้จะช่วยรีดน้ำมันออกจากเนื้อ และทำให้หนังฟูกรอบนานมากขึ้น 5. พักเนื้อไก่ไว้บนตะแกรงหลังทอด หลังจากทอดเสร็จแล้ว ให้นำปีกไก่ขึ้นจากกระทะ และนำมาพักไว้บนตะแกรง เพื่อระบายความร้อนและพักให้เนื้อเย็นลง การวางปีกไก่ที่พึ่งขึ้นจากกระทะทอดบนกระดาษซับมันทันที จะทำให้เกิดไอน้ำสะสม และทำให้หนังกลับมาเหนียวขึ้นได้อีก สูตรหมักปีกไก่ทอด ล็อคความนุ่ม หนังกรอบนาน หลายคนอาจจะรู้เทคนิคการทอดแล้ว  แต่ไม่รู้ว่า “สูตรหมักปีกไก่” ต้องใช้ส่วนผสมหรือมีขั้นตอนยังไงในการทำบ้าง บางครั้งการรู้เพียงเทคนิคการทอด อาจทำให้ปีกไก่ที่ทอดออกมาจืด รสชาติไม่เข้มข้นอย่างที่คิดไว้ ในหัวข้อนี้ เราได้เตรียมสูตรหมักที่คนเข้าครัว สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ด้วย “นมสด และ ซีอิ๊ว”  เพื่อเก็บความนุ่มและความฉ่ำของเนื้อไว้ ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมจดส่วนผสมเมนูนี้และเข้าครัวไปพร้อมกันเลย ส่วนผสม ปีกไก่สด 500 กรัม นมสดจืด 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 5 กลีบ ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา พริกไทยป่น 1 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำหมักปีกไก่ให้กรอบนุ่ม กำลังดี ล้างปีกไก่ให้สะอาด และใช้กระดาษซับน้ำให้แห้งสนิท ใช้มีดบั้งปีกไก่ เพื่อให้เครื่องปรุงที่หมักซึมเข้าเนื้อมากขึ้น ผสมปีกไก่และเครื่องหมักต่าง ๆ ทั้งหมดให้เข้ากัน หมักปีกไก่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน ทอดปีกไก่ในน้ำมันร้อนด้วยไฟกลาง ประมาณ 12-15 นาที จนสุกเห็นสีเหลืองทอง เปลี่ยนเป็นไฟแรงอีก 2 นาที หลังทอดครั้งแรก เพื่อทำให้หนังกรอบ และนำมาพักบนตะแกรง 5 Q&A ทอดปีกไก่ ให้ไม่แห้ง กรอบนอกนุ่มใน ที่หลายคนสงสัย รู้สูตรการหมักปีกไก่ก่อนลงทอดกันไปแล้ว แต่พอจะลงมือทำจริง ก็กลับมีเรื่องที่สงสัยอยู่หลายอย่างจนไม่กล้าทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุมไฟ หรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ให้ปีกไก่กรอบนอก นุ่มใน เพอร์เฟคมากที่สุด เราเลยรวม 5 คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยมาตอบให้ชัด ก่อนจะเข้าครัวไปทำกัน! Q: ทำไมปีกไก่ทอดแล้วถึงแห้ง A: ปัญหาหลักมาจากตอนทอดใช้ไฟแรง และใช้เวลาทอดนานเกินไป รวมทั้งข้ามขั้นตอนการหมักปีกไก่ก่อนทอด ทำให้น้ำที่อยู่ในเนื้อไก่ถูกระเหยออกไปจนหมด ทำให้พอทอดเสร็จแล้วเนื้อไก่จะแห้งและแข็งกระด้าง Q: ปีกไก่ควรทอดด้วยไฟกลาง หรือ ไฟแรง A: เวลาทอดปีกไก่แนะนำว่าให้ใช้ไฟกลางทอดในครั้งแรกก่อน เพื่อทอดให้เนื้อไก่สุกทั่วทั้งชิ้น จากนั้นค่อยใช้เทคนิค “ทอดสองรอบ” ให้เร่งไฟแรงประมาณ 1-2 นาทีสุดท้าย เพื่อรีดน้ำมันออกจากเนื้อ และทำให้หนังด้านนอกกรอบฟู Q: ปีกไก่สดกับแช่แข็ง ทอดออกมาต่างกันไหม A: ต่างกันแน่นอน เพราะปีกไก่สดจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและหนังกรอบมากกว่า ส่วนปีกไก่แช่แข็ง เนื้อจะเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าเพราะถูกแช่แข็งไว้เป็นเวลานาน ถ้าจำเป็นต้องใช้ส่วนที่แช่แข็ง แนะนำว่าต้องละลายน้ำแข็งให้หมด และซับน้ำให้แห้งทุกครั้งก่อนลงทอดในกระทะ Q: ปีกไก่ต้องหมักไว้นานแค่ไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด A: ควรหมักปีกไก่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องปรุงที่หมักไปเข้าเนื้อให้มากที่สุด แต่ถ้ามีเวลา แนะนำให้ปิดด้วยแรป และหมักข้ามคืนไว้ในตู้เย็น จะทำให้เนื้อของปีกไก่นุ่ม และเด้งมากขึ้น Q: ปีกไก่บน ปีกไก่กลาง ปีกไก่ล่าง ใช้เวลาทอดต่างกันไหม A: ใช้เวลาทอดต่างกัน ตามความหนาของเนื้อไก่ ปีกไก่บนจะมีเนื้อหนามากที่สุด จะใช้เวลาทอดประมาณ 15 นาที ปีกไก่กลางใช้เวลาทอดประมาณ 12 นาที ส่วนปีกไก่ล่างส่วนที่มีเนื้อน้อยที่สุด จะใช้เวลาทอดแค่ 8-10 นาทีเท่านั้น ใครที่กำลังจะหาวิธีทอดปีกไก่ ขอบอกได้เลยว่าการทอดปีกไก่ให้กรอบนอก นุ่มใน ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่รู้สูตรหมักให้ถึงเครื่อง คุมวิธีใช้ไฟให้เป็น และรู้เทคนิคการทอดที่ถูกต้องก็สามารถทำได้แล้ว แต่ถึงจะรู้เทคนิคเยอะแค่ไหน สุดท้ายถ้าใช้ปีกไก่ที่แช่แข็งไว้นาน เวลาทอดออกมาก็อาจจะทำให้ได้เนื้อไก่ที่แห้ง และกระด้างอยู่ดี ดังนั้น หัวใจสำคัญของการทอดทั้งหมด จะอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบ “สด ใหม่ สะอาด” ก็ทำให้ได้เมนูปีกไก่ทอดที่อร่อย และมีคุณภาพ ไม่ต่างจากร้านดังแน่นอน

หางหมูย่าง หนังกรอบ ไม่เหนียว เปิดสูตรหมักมือใหม่ก็ทำได้

สูตรหมักหางหมูย่างหนังกรอบ เนื้อนุ่มไม่เหนียว เมนูทานเล่นทำง่ายมือใหม่ก็ทำได้

หางหมูย่าง เวลาที่สั่งมาทีไร พอกินเข้าไปคำแรก แทนที่จะได้ความนุ่มและกรอบของหางหมู กลับเจอความเหนียวเหมือนหนังยาง เคี้ยวเท่าไรก็เคี้ยวไม่ขาด จนต้องหันไปสั่งเมนูอื่นมากินแทน เพราะหางหมูย่างทำออกมาเท่าไร หนังก็แห้งและแข็งเหมือนเดิม แถมยังมีกลิ่นคาวของหางหมูติดอยู่อีก แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าใช้สูตรหมัก พร้อมกับ เทคนิคการย่างหางหมู เมนูนี้จะกลายเป็น “ของทานเล่น” ที่ไม่ว่าใครทำก็อร่อยได้แน่นอน! ทำไมหางหมูย่าง หนังถึงเหนียวและไม่กรอบฟู? หลายคนซื้อหางหมูมาย่างแต่ไม่เคยได้หนังที่นุ่ม และกรอบเลยสักครั้ง ลองทำมาก็หลายวิธี ไม่ว่าจะใช้ไฟแรง หรือย่างบนเตาถ่านนานหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้ผล ความจริงแล้วปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการย่างเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกหางหมู ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงการใช้ไฟ เรียกได้ว่าถ้ารู้เทคนิคการทำ เมนูหางหมูย่างก็เป็นหนึ่งในเมนูที่ไม่ยากเลย เลือกหางหมูไม่เหมาะกับการย่าง หนังไม่กรอบบ้าง เนื้อเหนียวจนกินต่อไม่ได้บ้าง ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่เกิดจากวิธีการย่างเท่านั้น ขั้นตอนการเลือกก็สำคัญไม่แพ้กัน อยากได้หางหมูย่างอร่อย น่ากิน ไม่ควรเลือกหางหมูที่แช่แข็งนาน เพราะอาจทำให้หนังของหางหมูสูญเสียน้ำ และความชุ่มชื้น พอย่างเสร็จแล้วจะทำให้หนังเหนียว ไม่กรอบฟู ตามที่ต้องการ ไม่เตรียมหางหมูก่อนลงเตาย่าง หลายคนมักมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ อย่างขั้นตอนเตรียมหางหมูก่อนย่าง ทำให้คิดว่าพอได้หางหมูมาแล้วก็สามารถนำไปย่างได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการต้ม หรือลวกไว้ก่อน ขอบอกไว้ก่อนว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวที่วัดว่าหนังของหางหมูจะเหนียว หรือกรอบฟู เวลาที่ย่างเสร็จแล้ว สูตรหมักที่ใช้ไม่เหมาะกับหางหมูย่าง การย่างหางหมูให้อร่อย หลายคนมักคิดว่าใช้สูตรหมักเดียวกันเหมือนหมักเนื้อหมูทั่วไป แต่ความจริงแล้วใครจะรู้ว่า “หางหมู” มีหนังที่หนา และมีไขมันมากกว่าส่วนอื่น ทำให้ต้องระวังเรื่องการเลือกใช้สูตรหมัก บางสูตรถ้าใช้น้ำตาลและซอสข้นมากเกินไป เวลานำไปย่างจะทำให้หนังด้านนอกสุกเร็วแต่ข้างในอาจจะยังไม่สุก ทำให้ได้เนื้อที่เหนียว ไม่ตรงตามความต้องการ เพราะฉะนั้นการใช้สูตรหมักและคุมปริมาณของซอสให้พอดี จะทำให้ได้หนังและเนื้อของหางหมูย่างที่นุ่ม กรอบฟูแน่นอน ใช้ไฟไม่เหมาะกับตอนย่างหางหมู อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หางหมูย่างเหนียว คือ การใช้ไฟแรงในตอนย่าง การใช้ไฟแรงจะทำให้ผิวด้านนอกของหางหมูแห้งเร็ว หนังแข็ง และเหนียว แถมยังได้เนื้อข้างในที่ยังไม่สุกอีก ในทางตรงกันข้าม ถ้าใช้ไฟอ่อนเกินไป จะทำให้หนังไม่กรอบ แถมยังได้เนื้อที่เหนียวมาแทนความนุ่ม สรุปแล้ว หางหมูย่างที่ดี ควรเริ่มจากใช้ไฟกลางให้เนื้อสุกทั่วทั้งชิ้นก่อน แล้วค่อยเร่งไฟตอนท้าย จะทำให้ได้หนังที่กรอบฟู และไม่เหนียว สูตรหมักหางหมูย่างให้อร่อย หนังกรอบ ไม่เหนียว หางหมูย่าง เรียกได้ว่าเป็นเมนูทานเล่นอันดับต้น ๆ ของใครหลายคน แต่ใครจะรู้ว่าเมนูธรรมดาแบบนี้ก็ซ่อนความยากไว้ด้วย ทำให้หลายคนที่ลองทำครั้งแรกต้องถอดใจ ไม่ยอมกลับมาทำเมนูนี้อีก เพราะเวลาย่างหมูทีไร มักจะได้แต่เนื้อและหนังที่เหนียว แห้ง และแข็งทุกที ทำไปเท่าไรก็ไม่ได้เนื้อสัมผัสตามที่คิดไว้ ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่เราอย่างเดียว แต่ “สูตรหมัก” และ “วิธีการย่าง” ก็สำคัญไม่ต่างกัน ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ เดี๋ยวเราพาไปตะลุยสูตรหมักหางหมูย่างให้อร่อยแบบฉบับง่าย ๆ กัน! วัตถุดิบและส่วนผสม กระเทียม 50 กรัม พริกไทย 1 ช้อนชา รากผักชี 5-6 ราก ซอสปรุงรสฝาเขียว 3 ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำหางหมูย่าง หนังกรอบ ไม่เหนียว พร้อมสูตรหมัก ตำกระเทียม รากผักชี และพริกไทยให้ละเอียด จากนั้นปรุงรสด้วยซอสฝาเขียว ผงปรุงรส เกลือ น้ำตาลทรายและพักทิ้งไว้ เตรียมและล้างหางหมูให้สะอาด ก่อนจะนำลงหม้อต้มที่ใส่ตะไคร้และใบมะกรูดไว้แล้วประมาณ 20 นาที การใช้ตะไคร้และใบมะกรูด จะช่วยดับกลิ่นคาวของหางหมู นำหางหมูที่ต้มเสร็จแล้ว ออกมาบั้งก่อนนำมาหมักกับซอสที่เตรียมไว้ ควรทาให้ซอสเคลือบทั่วทั้งชิ้น เพื่อทำให้ซอสซึมเข้าเนื้อมากที่สุด และหมักทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงก่อนจะนำไปลงเตาย่าง ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าสำคัญมากในการย่าง ช่วงแรกที่เริ่มย่างควรจะย่างหนังของหางหมูบนไฟก่อน ไม่ควรให้หนังสัมผัสกับตะแกรงโดยตรง เพราะจะทำให้หนังหมูติดตะแกรง เวลาย่างออกมาแล้วเนื้อจะไม่สวย ช่วงแรกที่ย่างหางหมู ควรใช้ไฟกลางถึงอ่อนย่างไปเรื่อย ๆ จนหนังหมูเริ่มแห้งและตึง ก่อนจะกลับด้านย่างพลิกไปพลิกมาประมาณ 40 นาที หลังจากที่หนังหางหมูเริ่มแห้งทั่วทั้งชิ้น ให้ค่อย ๆ เพิ่มถ่านให้ไฟแรงขึ้น เพื่อจะทำให้หนังหมูกรอบฟูมากขึ้น ช่วงนี้จะเน้นให้กลับด้านย่างไปมาบ่อยเล็กน้อย ไม่ย่างทิ้งไว้นาน ขั้นตอนสุดท้าย พอย่างจนหนังหมูเริ่มฟูให้เปลี่ยนมาย่างด้วยไฟกลาง ย่างจนหางหมูมีสีเหลืองทั่วทั้งชิ้นตรงนี้จะทำให้คุณได้หางหมูย่างที่ไม่เหนียว และกรอบนาน ทริคหางหมูย่าง ให้หนังกรอบฟู เนื้อนุ่ม เผาขนหางหมูสดด้วยไฟ ก่อนนำไปล้างและต้ม จะช่วยลดกลิ่นคาวและกลิ่นเหม็นของหางหมู หลังต้มหางหมู จิ้มหนังและทาน้ำส้มสายชูแล้ว ไม่ต้องตากแดด แต่ให้นำไป แช่ตู้เย็นแทน (เปิดฝาและแช่ไว้ 1 วัน จะทำให้ได้หนังหมูที่กรอบเหมือนแก้ว) ใช้แปรงจุ่มน้ำส้มสายชูและน้ำมันพืชที่ผสมกันไว้แล้ว ทาที่หนังของหางหมูบาง ๆ วิธีนี้จะช่วยแก้ตอนย่างแล้วหนังยังไม่ฟูเต็มที่ Q&A หางหมูย่าง หนังกรอบ ไม่เหนียว มือใหม่ต้องรู้ พาไปตะลุยสูตรหมักซอสและวิธีย่างหางหมูกันมาแล้ว หลายคนอาจจะมีคำถามที่สงสัยว่า เมนูง่าย ๆ แบบนี้ จะทำยังไงให้หนังไม่เหนียว ไม่แข็ง? แล้วต้องย่างยังไง?  ใช้เวลาย่างกี่นาที? วันนี้เรารวมมาทั้งหมด 5 คำถามที่หลายคน เจอบ่อย ๆ ตามมาหาคำตอบจากบทความนี้กัน! Q: หางหมูย่างยังไงให้ไม่เหนียว A: ต้องต้มหางหมูก่อนย่าง เพื่อให้เนื้อด้านในสุกและนุ่มพอดี จากนั้นหมักซอส 3-4 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มย่างด้วยไฟกลางและเร่งไฟตอนสุดท้าย วิธีนี้จะช่วยทำให้หางหมูย่างไม่เหนียว ได้หนังกรอบฟูทั้งชิ้น Q: หางหมูย่างต้องต้มก่อนย่างไหม A: ควรต้มก่อนย่างประมาณ 20 นาที พร้อมกับตะไคร้และใบมะกรูดเพื่อลดกลิ่นคาวของหางหมู การต้มหางหมูก่อนจะช่วยทำให้เนื้อด้านในสุกเสมอกัน เพื่อช่วยลดปัญหาการย่างแล้วด้านนอกไหม้แต่ด้านในเนื้อยังดิบ Q: หมักหางหมูย่างกี่ชั่วโมงถึงจะอร่อย A: ควรหมักอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ซอสหมักซึมเข้าเนื้อทั่วทั้งชิ้น เพิ่มทริคเล็ก ๆ ว่าถ้าหมักหางหมูและแช่ตู้เย็นไว้ข้ามคืนได้จะช่วยเพิ่มรสชาติของซอสหมักให้เข้มข้นมากขึ้น Q: หางหมูย่างใช้ไฟแบบไหนหนังถึงจะกรอบฟู A: ควรใช้ไฟกลางถึงอ่อนในการย่างหางหมูก่อน เพื่อทำให้เนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มไฟให้แรงขึ้นตอนท้ายจะช่วยให้หนังกรอบฟูมากขึ้น เน้นว่าไม่ควรใช้ไฟแรงในการย่างตั้งแต่ต้น เพราะจะทำให้หนังแข็งและเหนียว Q: ทำยังไงให้หนังหางหมูกรอบฟู A: หลังจากที่ต้มหางหมูเสร็จแล้ว ให้ใช้ส้อมจิ้มและทาน้ำส้มสายชูลงบนหนังบาง ๆ ก่อนจะนำไปแช่ตู้เย็น ไม่ต้องปิดฝา ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เทคนิคนี้จะช่วยทำให้เราได้หนังหางหมูที่กรอบ และพองพอดี อยากได้หางหมูย่างที่อร่อย เนื้อนุ่ม หนังกรอบ และไม่เหนียว ไม่ได้อยู่ที่สูตรหมักเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจากการเลือก และเตรียมวัตถุดิบตั้งแต่แรก จนไปถึงการคุมไฟตอนย่างหางหมู เห็นไหมว่าแค่รู้วิธีการเลือก และทริคเล็ก ๆ ก็ทำให้ได้เมนูแสนอร่อยที่ทั้งกรอบ นุ่ม และไม่เหนียว ไปอวดคนในบ้านแล้ว นอกจากจะได้ความอร่อย ยังสามารถทำไปขายสร้างรายได้อีก สายเข้าครัวห้ามพลาด ถ้าอยากต่อยอดความอร่อย ลองเปลี่ยนจากการย่าง มาเป็นหางหมูทอด ดูไหม เผื่อบางทีอาจจะทำให้รู้เทคนิคการทำหางหมูให้นุ่ม เนื้อฉ่ำน่ากินเพิ่มขึ้นมากเดิมก็ได้นะ!

คากิพะโล้ คากิตุ๋นยาจีน เปื่อยนุ่ม ทำเองได้ที่บ้าน

คากิหมูพะโล้ คู่คากิตุ๋นยาจีน เนื้อคากิเปื่อยนุ่ม น้ำซุปเข้มข้น พร้อมเครื่องเทศจีน

คากิพะโล้ และคากิตุ๋นยาจีน แม้จะเป็นเมนูที่หลายคนชื่นชอบ แต่พอได้ลองทำดูก็มักจะเจอปัญหาเรื่องเนื้อไม่เปื่อย หนังแข็ง แถมยังมีกลิ่นคาวของคากิหมูมาอีก ทั้งที่ความจริงแล้ววิธีทำคากิหมูให้เปื่อย และนุ่ม มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงรู้วิธีการเตรียมวัตถุดิบ และคุมเวลาในการตุ๋นให้เหมาะสม เมนูที่ดูยากก็กลายเป็นเรื่องง่ายได้ทันที วันนี้เราจะพามาเปิดวิธีทำ คากิพะโล้และคากิตุ๋นยาจีน พร้อมเคล็ดลับการตุ๋นให้เปื่อยนุ่ม ทำเองได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องพึ่งหม้อแรงดันแบบละเอียด ทำไม คากิพะโล้ ต้มแล้วไม่เปื่อย? ต้มคากิหมูแล้วเนื้อไม่เปื่อย ปัญหาส่วนใหญ่ที่หลายคนเจอ ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากวัตถุดิบที่เราเลือก แต่มาจากการใช้ไฟไม่เหมาะสม รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการตุ๋นไม่เพียงพอกับเมนูที่เลือกทำ เพียงแค่รู้ต้นตอของปัญหาก็ทำให้เราหาวิธีทำให้เนื้อของคากิหมู เปื่อยและนุ่มได้ไม่ยาก ตอนตุ๋นใช้ไฟแรงมากเกินไป ขั้นตอนการใช้ไฟ เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุมไฟไม่ดีเท่าที่ควร จะทำให้ผิวด้านนอกของคากิหมูสุกเร็ว แต่เนื้อด้านในยังไม่สุกและดิบ ทำให้เนื้อของคากิหมูที่ได้หนังแข็งและไม่เปื่อยแทน เวลาในการตุ๋นไม่มากพอ การตุ๋นคากิหมูที่ดี ควรใช้เวลาตุ๋นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือ 2 ชั่วโมง เพื่อให้คอลลาเจนในเส้นเอ็นของคากิหมูคลายตัวจนนุ่ม หากใช้เวลาในการทำน้อยกว่า 1 ชั่วโมงครึ่งอาจจะทำให้เนื้อออกมาแข็ง และเหนียวได้ ไม่ลวกคากิหมูก่อนต้มในหม้อ วิธีการลวกคากิหมูด้วยน้ำร้อน จะช่วยล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกที่ติดตามคากิหมูออก เพื่อทำให้กลิ่นคาวจางลงและสะอาดก่อนนำไปตุ๋นในหม้อ เรียกได้ว่าหากข้ามขั้นตอนนี้ไป อาจจะทำให้เนื้อมีกลิ่นคาว และไม่นุ่มตามที่ต้องการ ไม่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอย่างสม่ำเสมอ ใครว่าการเคี่ยวหลังจากที่ตุ๋นมาแล้ว ไม่สำคัญ การเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจะช่วยทำให้ความร้อนในหม้อต้มค่อย ๆ ซึมเข้าหาเนื้อ ถ้าเกิดว่าเร่งไฟแรง หรือใช้ไฟแรงมากเกินไป จะทำให้เนื้อแข็งกระด้างทันที ใช้คากิหมูเก่า หรือ แช่แข็งนานเกินไป การเลือกซื้อคากิหมูตั้งแต่แรก ไม่ควรเลือกคากิหมูที่แช่แข็งนานจนเกินไป เพราะการแช่แข็งนานเกินไป จะทำให้วัตถุดิบสูญเสียความชุ่มชื้น และเสียเวลาในการตุ๋นคากิหมูเพิ่มขึ้นจาก 2 ชั่วโมง อาจจะต้องรอตุ๋นไปถึง 1-2 ชั่วโมง เลือกคากิหมูทำ คากิพะโล้ ยังไงให้นุ่ม เปื่อยง่าย จะทำเมนูคากิพะโล้ หรือคากิตุ๋นยาจีน หลายคนมักจะโฟกัสไปที่ขั้นตอนการทำอย่างการตุ๋นมากกว่า จนลืมไปว่าความเปื่อยและนุ่มของคากิหมูเริ่มตั้งแต่ การเลือกวัตถุดิบ วัตถุดิบที่ดีถ้าเลือกไม่เหมาะกับเมนูที่ทำ แม้ว่าจะใช้เวลาตุ๋นนานมากแค่ไหน เนื้อที่ได้อาจจะเปื่อยไม่ตรงตามความต้องการ เพราะฉะนั้นการเลือกคากิหมูตั้งแต่ครั้งแรก จะทำให้ช่วยลดเวลาในการทำ และได้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เปื่อย ตรงตามความต้องการแน่นอน! เลือกคากิหมูที่สด เนื้อมีสีชมพูอ่อน ไม่ซีด วิธีเลือกคากิหมูที่ดี ต้องมีผิวด้านนอกสีชมพูอ่อน ไม่ซีด และมีเส้นเอ็น หรือไขมันแทรกกำลังดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะเส้นเอ็น และไขมันที่แทรกจะมีคอลลาเจนอยู่ในตัว พอนำไปตุ๋นในหม้อหลายชั่วโมง จะทำให้ได้เนื้อที่เปื่อย และนุ่มกำลังดี ในทางกลับกันถ้าหั่นชิ้นที่บางเกินไป อาจจะทำให้ได้เนื้อที่แข็งแทนความนุ่ม ดมกลิ่นก่อนตัดสินใจซื้อ คากิหมูที่ดีไม่ควรมีกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นคาวมากจนเกินไป เพราะกลิ่นคาวที่แรงส่วนมากมักจะเกิดจากการเก็บรักษาแบบไม่ถูกวิธี ซึ่งตรงนี้จะทำให้ส่งผลต่อรสชาติของคากิหมูหลังที่ตุ๋นเสร็จแล้ว เลือกขนาดชิ้นที่ไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป อยากได้คากิหมูที่นุ่ม ขนาดของชิ้นก็มีผล การเลือกคากิหมูที่ชิ้นใหญ่จะทำให้ใช้เวลาตุ๋นนานมากขึ้นจากเดิมที่ตุ๋นประมาณ 2 ชั่วโมง อาจจะต้องเพิ่มไปถึง 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกชิ้นที่เล็กไปก็จะทำให้เนื้อเปื่อยเร็ว และแข็งกระด้างได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเลือกขนาดกลาง ๆ เพื่อทำให้เนื้อนุ่ม และสุกทั่วทั้งชิ้น สูตรต้มคากิพะโล้ ให้เปื่อยนุ่ม ตุ๋นยังไงให้อร่อย คากิพะโล้ เมนูโปรดของใครหลายคนที่ไม่ว่ากลับบ้านทีไรก็ต้องได้กินตลอด แต่จะทำยังไงให้ตุ๋นจนได้เนื้อที่เปื่อยนุ่ม แบบไม่ต้องง้อหม้ออัดแรงดัน แถมยังได้รสชาติที่อร่อย และกลมกล่อมจนหลายบ้านต้องบอกต่อ สูตรการทำนี้จะเป็นยังไงตามไปอ่านสูตรนี้กัน! ส่วนผสมคากิพะโล้ คากิหมู 2 กิโลกรัม รากผักชี 4 ราก กระเทียมทุบ 7 กลีบ พริกไทยขาวทุบ 2 ช้อนชา เห็ดหอม 7 ดอก โป๊ยกั๊ก 5 ดอก อบเชย 3 แท่ง ซีอิ๊วดำหวาน 3 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลมะพร้าว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ต้ม (ตามความชอบ) ผักคะน้าอ่อน (ตามความชอบ) วิธีทำคากิพะโล้ นำสามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ลงในผ้าขาวบางเตรียมไว้ก่อน จากนั้นนำโป๊ยกั๊ก และอบเชยลงไปคั่วด้วยไฟอ่อนในกระทะ จนได้กลิ่นหอม แล้วนำไปห่อรวมกับผ้าขาวบางที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรก เทน้ำมันลงกระทะ ใช้ไฟกลางค่อนไปแรง ก่อนจะทอดหนังคากิหมูให้หนังตึง นำคากิหมูที่ทอดเสร็จแล้วลงในหม้อตุ๋น ก่อนจะเทน้ำเปล่า 2 ลิตรให้ท่วมเนื้อ ก่อนจะเร่งไฟให้แรงจนน้ำเดือด ลดไฟลงให้เหลือไฟกลางไปอ่อน ในระหว่างที่ต้มถ้ามีคราบเลือด หรือไขมันลอยขึ้นมาให้ใช้ช้อนตักฟองออก หลังจากนั้นปรุงรสตามความชอบ ใส่เห็ดหอมตามลงไปในหม้อ และเปลี่ยนจากไฟแรงเป็นไฟอ่อน ตุ๋นทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง พอตุ๋นไปได้ 1 ชั่วโมง ให้ลองชิมและปรุงรสตามความชอบอีกครั้ง ถ้าไม่ปรุงเพิ่มแล้วให้ใช้ทัพพีคนคากิหมูส่วนที่อยู่ข้างบนลงมาข้างล่าง การทำแบบนี้จะช่วยทำให้เนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น จากนั้นใส่ไข่ต้ม และผักคะน้าอ่อนลงในหม้อ พร้อมกับตักน้ำราดเล็กน้อย ก่อนจะปิดฝาและเคี่ยวต่ออีก 30 นาที ตักใส่ถ้วยเพียงเท่านี้ก็ได้เมนูที่แสนอร่อยแล้ว วิธีทำคากิตุ๋นยาจีน เปื่อยนุ่ม เคล็ดลับตุ๋นไม่เละ นอกจากคากิพะโล้ สายรักสุขภาพและคนที่กำลังมองหาเมนูทำอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่บ้าน คากิตุ๋นยาจีน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูที่กินง่าย และย่อยง่าย เนื้อคากิที่ผ่านการตุ๋นจนเปื่อยนุ่มจะทำให้เคี้ยวง่ายขึ้น พร้อมทั้งยังมีสมุนไพรจีนที่ช่วยเพิ่มหอม และบำรุงร่างกาย ทำให้ได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อมกำลังดี    แต่หลายคนอาจสงสัยว่า จะตุ๋นยังไงให้เนื้อเปื่อยนุ่มกำลังดี ไม่เละ เดี๋ยวเราจะพาไปดูวิธีทำคากิตุ๋นยาจีน พร้อมเคล็ดลับการตุ๋นให้เนื้อนุ่ม และได้ความอร่อยในหม้อเดียว ส่วนผสมคากิตุ๋นยาจีน คากิหมู 1,500 กรัม ขิงหั่นแผ่น 4 ชิ้น เห็ดหอมแช่น้ำ 5 ดอก รากผักชี 2 ราก กระเทียม 5 กลีบ โป๊ยกั๊ก 2 ดอก อบเชย 1 แท่ง ซอสเห็ดหอม 3 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา วิธีทำเมนูคากิตุ๋นยาจีน นำสามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ลงในผ้าขาวบางเตรียมไว้ก่อน จากนั้นนำโป๊ยกั๊ก และอบเชยลงไปคั่วด้วยไฟอ่อนในกระทะ จนได้กลิ่นหอม แล้วนำไปห่อรวมกับผ้าขาวบางที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรก เทน้ำมันลงกระทะ ใช้ไฟกลางค่อนไปแรง ก่อนจะทอดหนังคากิหมูให้หนังตึง นำคากิหมูที่ทอดเสร็จแล้วลงในหม้อตุ๋น ก่อนจะเทน้ำเปล่า 2 ลิตรให้ท่วมเนื้อ ก่อนจะเร่งไฟให้แรงจนน้ำเดือด ลดไฟลงให้เหลือไฟกลางไปอ่อน ในระหว่างที่ต้มถ้ามีคราบเลือด หรือไขมันลอยขึ้นมาให้ใช้ช้อนตักฟองออก หลังจากนั้นปรุงรสตามความชอบ ใส่เห็ดหอมตามลงไปในหม้อ และเปลี่ยนจากไฟแรงเป็นไฟอ่อน ตุ๋นทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง พอตุ๋นไปได้ 1 ชั่วโมง ให้ลองชิมและปรุงรสตามความชอบอีกครั้ง ถ้าไม่ปรุงเพิ่มแล้วให้ใช้ทัพพีคนคากิหมูส่วนที่อยู่ข้างบนลงมาข้างล่าง การทำแบบนี้จะช่วยทำให้เนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น จากนั้นใส่ไข่ต้ม และผักคะน้าอ่อนลงในหม้อ พร้อมกับตักน้ำราดเล็กน้อย ก่อนจะปิดฝาและเคี่ยวต่ออีก 30 นาที ตักใส่ถ้วยเพียงเท่านี้ก็ได้เมนูที่แสนอร่อยแล้ว เคล็ดลับตุ๋นคากิพะโล้ ให้เปื่อยเร็ว เนื้อไม่เละ ทอดก่อนตุ๋น วิธีนี้จะทำให้หนังรัดตัว ไม่หลุด ไม่เละง่ายเวลาที่ตุ๋นนาน และช่วยรีดน้ำมันส่วนเกินในคากิหมูออก การหยดน้ำส้มสายชูลงไปที่คากิหมูเล็กน้อย จะช่วยทำให้เส้นใยของเนื้อคลายตัว และเปื่อยนุ่มเร็วขึ้น ทั้งที่ยังคงรสชาติเดิมที่ปรุงไว้ตั้งแต่แรก การแช่คากิหมูทิ้งไว้ในน้ำซุปปิดฝา และทิ้งไว้ต่ออีก 8-9 ชั่วโมง ความร้อนในหม้อจะทำให้ได้คากิที่เนื้อนุ่ม ละลายในปากและคงรูปทรงเดิมไว้ Q&A คากิพะโล้ คากิตุ๋นยาจีน ตุ๋นยังไงให้เนื้อนุ่ม เปื่อยง่าย หลายคนน่าจะเคยลองทำเมนูคากิหมูตุ๋น แต่ลองทำหลายต่อหลายครั้งก็เกิดคำถามว่า ทำไมตุ๋นไปหลายชั่วโมง ก็ไม่ได้เนื้อที่นุ่มสักที ทำกี่ครั้งเนื้อก็เละ วันนี้เรามัดรวม 5 คำถามยอดฮิตพร้อมกับวิธีทำให้เมนูนี้อร่อยขึ้น จะมีคำถามไหนบ้าง ตามไปดูกัน! Q: ทำไมต้มคากิหมูแล้วไม่เปื่อย A: เกิดจากการใช้ไฟที่แรงมากเกินไป และเวลาในการตุ๋นไม่นานพอ คากิหมูตุ๋นที่ดีควรตุ๋นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้คอลลาเจนในเนื้อคลายตัวจนนุ่ม แต่ถ้าใช้ไฟแรง จะทำให้หนังด้านนอกจะสุก แต่เนื้อด้านในจะแข็งและไม่เปื่อย Q: คากิหมูต้องตุ๋นนานกี่ชั่วโมง A: คากิหมูควรจะใช้เวลาตุ๋นประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดและความสดของวัตถุดิบที่ใช้ ถ้าคากิหมูมีชิ้นใหญ่หรือผ่านการแช่แข็งมาก่อน อาจจะต้องเพิ่มเวลาตุ๋นมากขึ้น เพื่อทำให้เนื้อเปื่อยนุ่มทั่วทั้งชิ้น Q: คากิหมูต้องต้มก่อนตุ๋นไหม A: ควรต้มก่อนลงหม้อตุ๋นประมาณ 15-20 นาที เพื่อลดกลิ่นคาว และคราบเลือดที่ติดมากับคากิหมู ขั้นตอนนี้จะช่วยทำให้น้ำซุปตอนตุ๋นใส และทำให้เนื้อคากิหมูสะอาดก่อนนำไปลงหม้อตุ๋น Q: คากิหมูตุ๋นยังไงให้เนื้อนุ่ม แต่ไม่เละ A: ควรตุ๋นด้วยไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ และเลี่ยงการคนแรง ๆ ระหว่างที่คากิหมูตุ๋นอยู่ในหม้อ ทริคเล็ก ๆ ถ้าอยากให้เนื้อเปื่อยนุ่มเร็วขึ้น สามารถหยดน้ำส้มสายชูเล็กน้อย จะทำให้เส้นใยในเนื้อคลายตัว และยังคงรูปทรงเดิมของคากิหมูไว้อยู่ Q: เลือกคากิหมูยังไงให้ได้เนื้อสดใหม่ A: คากิหมูที่ดีเนื้อควรมีสีชมพูอ่อน ไม่ซีด ไม่คล้ำ ไม่มีกลิ่นแรง และมีไขมันแทรกกำลังดี ไม่ควรเลือกคากิที่แช่แข็งนานมากเกินไป เพราะคากิหมูที่ผ่านการแช่แข็ง เนื้อจะสูญเสียความชุ่มชื้น และใช้เวลาตุ๋นที่นานขึ้น พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้แล้วว่า การที่จะทำให้คากิหมูเปื่อยนุ่ม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีตุ๋นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทั้งหมดเริ่มจากการเลือกคากิหมู การลวกก่อนตุ๋น การคุมไฟและระยะเวลาในการตุ๋น เพียงรู้วิธีการเลือกและการทำ คุณก็สามารถทำคากิพะโล้ให้อร่อยได้ง่าย ๆ เหมือนร้านดัง แต่ถ้าใครพึ่งเป็นมือใหม่เข้าครัว มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า คากิ และ ขาหมู ต่างกันยังไง เหมาะกับเมนูไหนบ้าง ตามไปอ่านได้เลย รับรองว่าจะแยกได้ทันทีว่าเมนูที่จะทำนี้เหมาะกับชิ้นส่วนไหนของหมู

สะโพกไก่ กับ เมนูข้าวมันไก่ สำหรับมือใหม่พึ่งเปิดร้าน

สะโพกไก่เนื้อฉ่ำ เมนูเด็ดสำหรับร้านเปิดใหม่ เตรียมขาย

เนื้อไก่แห้ง หนังหลุด ลูกค้าไม่กลับมากินซ้ำที่ร้าน ทำยังไงดี? สะโพกไก่ เรียกได้ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเนื้อแห้ง และหนังหลุด เพราะเนื้อมีความนุ่ม และฉ่ำน้ำ เหมาะกับเมนูยอดฮิตอย่าง ข้าวมันไก่ ที่มีเทคนิคความอร่อยซ่อนอยู่แบบที่หลายคนไม่รู้ แถมยังมีวิธีและเทคนิคยังไงที่ทำให้เนื้อนุ่มหนังไม่หลุดได้อีก ในบทความนี้เรามีคำตอบมาบอกสำหรับมือใหม่เปิดร้าน ไปดูเลย! ทำไม สะโพกไก่ เหมาะกับเมนูข้าวมันไก่มากที่สุด? แค่เมนูธรรมดา จะใช้ส่วนไหนมาทำก็ได้ ทำไมต้องมานั่งคิดว่า “เมนูข้าวมันไก่”  ต้องใช้ส่วนไหนทำ ถึงจะออกมาอร่อยที่สุด ร้านข้าวมันไก่ส่วนใหญ่มักจะใช้ “สะโพกไก่” เพราะเนื้อนุ่ม และไม่แห้งง่าย ถึงจะต้มอยู่ในหม้อนานหลายชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ยังคงความอร่อยอยู่เหมือนเดิม นั่นคือหนึ่งในจุดเด่นของวัตถุดิบนี้ ไม่ว่าจะทำเมนูต้ม อบ ผัด หรือ ทอด ก็ทำเมนูธรรมดา ๆ ได้ นอกจากจะเด่นเรื่องความนุ่มแล้ว วัตถุดิบแสนธรรมดานี้ยังมีความพิเศษอีกหลายเรื่อง สะโพกไก่ มีเนื้อนุ่มและชุ่มฉ่ำทุกคำ สะโพกไก่  เป็นเนื้อส่วนกล้ามเนื้อของไก่ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน และมีเส้นใยที่ละเอียดกว่าเนื้อของอกไก่ ทำให้สะโพกไก่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม และไม่แห้ง เวลาที่นำไปทำอาหาร ไม่ว่าจะต้ม อบ หรือทอด ก็ยังได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเสิร์ฟด้วยเมนูข้าวมันไก่ ไก่อบ หรือไก่ทอด เรียกได้ว่าอร่อยทุกคำจนวางช้อนไม่ลงแน่นอน สะโพกไก่ มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อ นอกจากความนุ่มแล้ว “ไขมัน”  เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้วัตถุดิบนี้ มีเนื้อสัมผัสนุ่มอยู่ตลอดเวลาด้วยความที่มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อ เวลาที่ทำอาหารเสร็จแล้ว ไขมันนี้จะละลายออกมา ตรงนี้จะช่วยเพิ่มรสชาติ ความมันและหอม ให้กับเมนูข้าวมันไก่ หรือไก่อบ ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม และอร่อยในจานเดียว นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่หลายร้านเลือกวัตถุดิบนี้มาทำเมนูข้าวมันไก่ขายจนลูกค้าหลายคนชื่นชอบ สะโพกไก่ เนื้อไม่หดตัว ยังดูแน่นและเต็มชิ้น อยากได้เนื้อไก่ที่แน่น เต็มชิ้น และไม่หดตัว เวลาที่นำไปผ่านความร้อน ไม่ว่าจะต้ม หรือทอด แนะนำวัตถุดิบนี้ เพราะนอกจากจะได้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ไม่แห้ง ยังได้เนื้อแน่น และเต็มชิ้น แถมยังไม่ต้องกังวลเลยว่าจะซื้อมาเสียดายเงินรึเปล่าบอกเลยว่าร้านค้า หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเนื้อไก่ราคาดี และรูปร่างสวย รับรองว่าไม่เสียดายที่เสียเงินซื้อมาแน่นอน ตารางเปรียบเทียบ สะโพกไก่ VS อกไก่ ส่วนไหนเหมาะกับเมนูข้าวมันไก่? สำหรับใครที่เป็นสายรักสุขภาพ หรือชอบออกกำลังกาย ถ้าเกิดว่าอยากทำเมนูข้าวมันไก่ล่ะ? จะใช้อกไก่แทนสะโพกไก่ได้ไหม  เพราะคนที่รักสุขภาพจะเน้นเรื่องของโปรตีน และเลี่ยงการกินไขมันมากกว่า แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะพาไปดูตารางเปรียบเทียบกันว่าระหว่าง สะโพกไก่ หรือ อกไก่ ส่วนไหนเหมาะกับการทำเมนูข้าวมันไก่มากกว่ากัน!     ข้อเปรียบเทียบ สะโพกไก่ อกไก่ เนื้อสัมผัส ✅✅เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ✅เนื้อแน่น แห้งง่าย ไขมัน มีไขมันมันธรรมชาติแทรกในเนื้อ ไขมันน้อย เหมาะกับคนรักสุขภาพ ทนต่อความร้อน ⭐⭐ต้มใช้เวลานาน เนื้อไม่แห้ง ❗ต้มนาน เนื้อแห้ง และเหนียว ราคา ✅✅ถูก ✅แพงกว่าเล็กน้อย ทำเมนูข้าวมันไก่ ⭐⭐⭐⭐⭐เหมาะมาก ⭐⭐ใช้ได้ แต่ต้องระวังเนื้อแห้ง ข้อดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้า ต้นทุนต่ำ ลูกค้าชอบ สุขภาพดี ต้นทุนแพง   สะโพกไก่ต้มยังไงให้นุ่ม ฉ่ำ และหนังไม่หลุด ฉบับมือใหม่เข้าครัว อยากต้มสะโพกไก่ให้นุ่ม ฉ่ำ และหนังไม่หลุดง่าย บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าครัว หรือคนที่เริ่มต้นทำข้าวมันไก่ขาย อย่างไรก็ตามเมนูนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้วัตถุดิบที่มีราคาแพง แต่อยู่ที่การเลือกเนื้อไก่ให้เหมาะกับเมนูตั้งแต่แรก พาร์ทนี้เราจะพาไปเปิดกรุตั้งแต่การเลือก วิธีการเตรียมและเทคนิคการปิดไฟแช่สะโพกไก่ ที่หลายร้านนิยมใช้ มาบอกกัน! 5 เคล็ดลับเลือกสะโพกไก่ยังไงให้สดและคุณภาพดี เมนูข้าวมันไก่ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากหม้อหรือเตาไฟ แต่มาจากการเลือกวัตถุดิบให้เข้ากับเมนู ถ้าเลือกเนื้อไก่ที่ไม่สด และคุณภาพไม่ดีตั้งแต่แรก อาจจะทำให้เนื้อแห้ง หนังหลุดง่าย แถมยังรสชาติไม่สม่ำเสมอกันอีก สำหรับมือใหม่หัดเข้าครัว ควรรู้วิธีการเลือกที่ถูกต้อง เพราะวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้ต้มไก่ได้เนื้อที่นุ่ม และตรงตามที่คิดไว้ตั้งแต่ครั้งแรก สังเกตผิวของเนื้อไก่จะต้องตึง เรียบ และหนังไม่หลุดออกจากเนื้อ สะโพกไก่ที่ดีควรมีหนังตึง เรียบ และไม่หลุดออกจากเนื้อ ถ้ามีผิวขาดหรือย่นมากเกินไป เป็นสัญญาณที่บอกว่าเนื้อไม่สด หรืออาจจะผ่านการแช่แข็งมาก่อน ตรงนี้จะทำให้เราได้วัตถุดิบไม่ตรงตามความต้องการ และหลุดง่ายขึ้นเวลานำไปต้ม สีของเนื้อไก่ต้องมีสีขาวอมส้ม หรือสีชมพูอ่อน ไม่คล้ำหรือซีด ส่วนมากสะโพกไก่ต้องมีสีขาวอมส้ม หรือสีชมพูอ่อนสม่ำเสมอกันทั่วทั้งชิ้น เนื้อไม่ควรมีสีคล้ำ หรือซีด  ถ้าเนื้อไก่มีสีคล้ำหรือซีด นั่นแสดงว่าเนื้อกำลังจะเริ่มเสีย ทำให้เวลานำไปทำอาหาร เนื้อจะแห้งหรือมีกลิ่นหลังจากทำอาหาร สะโพกไก่ต้องมีเนื้อเด้ง แน่น และไม่เละเวลาที่นำไปทำอาหาร วิธีการสังเกตง่าย ๆ คือการลองใช้นิ้วกดลงบนเนื้อของสะโพกไก่เบา ๆ และดูว่าเนื้อคืนตัวเร็วหรือไม่ ถ้าคืนตัวเร็วแสดงว่าเนื้อยังมีความแน่น สดใหม่อยู่ ทำให้เวลาที่นำไปต้มจะยังคงความนุ่ม และฉ่ำอยู่ เลือกสะโพกไก่ที่มีขนาดใกล้กัน การเลือกสะโพกไก่ที่มีขนาดชิ้นใกล้กัน จะช่วยทำให้เนื้อสุกพร้อมกันทั้งหม้อ ซึ่งตรงนี้จะลดปัญหาเรื่องของเนื้อสัมผัสที่แห้ง หรือแข็งกระด้างมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ เลือกสะโพกไก่สดหรือแช่เย็นแทนการแช่แข็ง อยากได้สะโพกไก่ที่เนื้อนุ่ม และฉ่ำ ควรเลือกสะโพกไก่สด หรือแช่เย็น เพราะจะช่วยรักษาความชุ่มฉ่ำของเนื้อไว้ได้ดีกว่าแบบแช่แข็ง นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้สูญเสียน้ำในเนื้อเวลาที่นำไปต้ม จะทำให้ได้เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำ และหนังไม่หลุดง่าย ต้มสะโพกไก่ยังไงให้ได้เนื้อนุ่ม และไม่แห้งง่าย การต้มสะโพกไก่ให้ได้เนื้อนุ่ม และไม่แห้งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟแรงหรือใช้เวลานานในการต้มอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ และการใช้ไฟเป็นหลัก ถ้าเกิดต้มผิดวิธีอาจจะทำให้ได้เนื้อที่แห้ง เหนียวได้ง่ายขึ้น และในหัวข้อนี้เราจะพาไปดูวิธีการต้มทีละขั้นตอน ว่าทำยังไงถึงจะได้เนื้อที่นุ่ม และเหมาะกับเมนูข้าวมันไก่! วิธีต้มสะโพกไก่ให้เนื้อนุ่ม และฉ่ำน้ำ เลือกสะโพกไก่ที่มีเนื้อแน่น มีไขมันแทรกกำลังดี ไม่มีกลิ่นเหม็น หรือสีเขียวคล้ำ และควรอยู่ในอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นจัดจนเกินไป ก่อนจะนำสะโพกไก่ลงต้มในหม้อ ควรจะแล่เอาแต่เฉพาะของเนื้อไก่ เลาะกระดูกออกให้หมด เพราะถ้าต้มไปเลยทั้งชิ้น จะทำให้เลือดไก่ในกระดูกติดกับเนื้อของสะโพกไก่ ตั้งน้ำใส่ในหม้อต้มให้เดือดประมาณ 5-10 นาที ก่อนจะใส่ขิงซอย กระเทียมทุบ เกลือ น้ำตาลปรุงรสลงไปในหม้อ และตามด้วยสะโพกไก่ที่ได้เตรียมไว้ตั้งแต่ต้น เทคนิคพิเศษ “ปิดไฟแช่” ที่ร้านข้าวมันไก่หลายร้านนิยมใช้ หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมร้านข้าวมันไก่บางร้าน ถึงทำเนื้อไก่ออกมานุ่ม และฉ่ำอยู่ตลอดเวลา ความจริงแล้วเทคนิคเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามก็ทำให้ได้เนื้อไก่เหมือนเพิ่งออกมาจากหม้อได้เหมือนกัน หนึ่งในเทคนิคนั้น คือ การ “ปิดไฟแช่” วิธีจะช่วยให้สะโพกไก่ค่อย ๆ สุกด้วยตัวเองจากความร้อนที่อยู่ในหม้อ ทำให้ได้เนื้อที่รูปร่างสวย และนุ่ม พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าได้เลย อย่างไรก็ตามเทคนิคทั้งหมด สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามปริมาณของสะโพกไก่ที่เราใช้ ต้มสะโพกไก่ให้สุกจนได้ที่ก่อนจะปิดไฟ เทคนิคการต้มได้ที่ดี ต้องเริ่มจากต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เกลือเล็กน้อย จากนั้นนำสะโพกไก่ลงไปต้มประมาณ 5 นาที ก่อนจะเบาไฟลงจนอ่อนและต้มต่ออีก 35 นาทีจนไก่สุก สังเกตได้ง่าย ๆ คือ เนื้อไก่จะลอยขึ้นมา ปิดไฟทันทีหลังจากที่สะโพกไก่สุก ไม่ต้องตักเนื้อไก่ออกจากหม้อ หลังจากที่ต้มสะโพกไก่ครบ 35 นาที หรือเนื้อไก่ลอยขึ้นมาแล้ว ลดไฟลงให้เบาที่สุดหรือปิดไฟ จากนั้นปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 30-40 นาที  ให้เนื้อไก่ถูกต้มด้วยความร้อนในหม้อจนครบเวลาที่กำหนดไว้ ลดอุณหภูมิของสะโพกไก่ เพื่อรักษาความนุ่มและฉ่ำน้ำ พอครบเวลาที่ตั้งไว้แล้ว ตักสะโพกไก่ที่ต้มขึ้นมาพักไว้ในน้ำเย็นจัด (น้ำแข็ง) ประมาณ 10 นาที การนำเนื้อไก่มาแช่น้ำแข็งไว้จะช่วยทำให้หนังของสะโพกไก่มีความกรอบ นุ่ม และยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ในเนื้ออยู่ 5 Q&A ยอดฮิตของมือใหม่เพิ่งหัดเปิดร้านข้าวมันไก่ Q: สะโพกไก่ต้มนานไป เนื้อจะแห้งไหม A: ไม่แห้ง เพราะถ้าใช้เทคนิค “ปิดไฟแช่” เนื้อของสะโพกไก่จะค่อย ๆ สุกด้วยตัวเองจากความร้อนในหม้อต้ม ไม่ใช้ไฟจากเตาแก๊ส ทำให้สะโพกไก่ยังคงความนุ่ม ฉ่ำน้ำ และหนังไม่หลุดแม้ว่าจะตักออกจากหม้อแล้วก็ตาม Q: ทำไมเวลาต้มสะโพกไก่ถึงมีกลิ่นคาว A: กลิ่นคาวหลังจากที่ต้มสะโพกไก่ ส่วนมากเกิดจากไม่ได้เลาะกระดูกออกจากเนื้อ ทำให้เวลาต้มเลือดในกระดูกจะซึมออกมา และอีกหนึ่งเรื่องของกลิ่นคาว คือ เริ่มจากขั้นตอนแรก ไม่ได้ล้างสะโพกไก่ให้สะอาดก่อนนำลงหม้อต้ม Q: สะโพกไก่ต้องต้มกี่นาทีให้ออกมาเนื้อนุ่มเหมาะ A: การต้มสะโพกไก่ให้ออกมานุ่ม จะเริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ใส่สะโพกไก่ลงไปต้ม 5 นาที ก่อนจะเบาไฟลงและต้มต่ออีก 35 นาทีจนไก่สุกทั่วทั้งชิ้น (เนื้อไก่จะลอยขึ้นมา) จากนั้นปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 30-40 นาที ตรงนี้จะช่วยทำให้เนื้อไก่ค่อย ๆ สุกด้วยความร้อนในหม้อ ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้เนื้อยังเก็บความชุ่มฉ่ำไว้อยู่ Q: ทำยังไงให้หนังไก่ไม่หลุด และสวย A: มีทั้งหมด 4 วิธี คือ เลือกสะโพกไก่สดที่มีหนังเรียบ ตึง และไม่ใช่ไก่แช่แข็ง ไม่ใช้ไฟแรงในการต้มควรใช้ไฟเบาหลังจาก 5 นาทีแรก หรือจะใช้เทคนิค “ปิดไฟแช่” ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 30-40 นาที ก่อนจะนำไปแช่น้ำเย็นจัดประมาณ 10 นาที ตรงนี้เป็นทริคเล็ก ๆ ที่ทำให้หนังไก่กรอบ นุ่ม และไม่หลุดง่าย Q: ทำเมนูข้าวมันไก่ใช้ไก่ส่วนไหนดี A: แนะนำให้ใช้ “สะโพกไก่” ในการทำเมนูข้าวมันไก่ เพราะเนื้อมีความนุ่ม ฉ่ำ ไม่แห้งง่าย และมีไขมันแทรกในเนื้อที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับเมนูนี้ ราคาถูกกว่าอกไก่ และทนต่อการต้มในหม้อร้อน ๆ เป็นเวลานาน “ทำไมเนื้อไก่เราถึงแห้ง ไม่เหมือนร้านอื่น?” “หนังหลุดทุกครั้งที่ทำ ทำยังไงดี?” “ต้มไก่ยังไงให้ได้เนื้อนุ่ม” นี่คือคำถามที่มือใหม่เพิ่งเปิดร้านข้าวมันไก่สงสัยและเจอปัญหานี้อยู่ และถ้าคุณกำลังเจอปัญหาแบบเดียวกัน ไม่ต้องกังวล เพราะในพาร์ทนี้เราจะมาไขข้อสงสัยทั้งหมด 5 ข้อ พร้อมวิธีแก้ที่หลายคนเจอมาบอก แอบกระซิบว่าเป็นทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาได้แน่นอน! บอกได้เลยว่าวัตถุดิบธรรมดาอย่าง “สะโพกไก่” ก็กลายเป็นเมนูข้าวมันไก่ สำหรับมือใหม่ที่อยากเปิดร้านขายได้เหมือนกัน เพียงแค่ต้องรู้วิธีการเลือก และทริคเล็ก ๆ ในการต้มสะโพกไก่ออกมาให้อร่อย เท่านี้ก็ทำให้เมนูข้าวมันไก่ที่หลายคนมองว่ายากกลับกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที แถมยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีก เห็นหรือไม่ว่าแค่เลือกสะโพกไก่ให้ถูกและรู้เทคนิคการต้มแบบ ปิดไฟแช่ แล้วนำไปแช่เย็นต่อ เพียงเท่านี้ก็ได้เมนูข้าวมันไก่ที่อร่อยเหมือนร้านดังแล้ว!

หางหมูทอด เคล็ดลับความฟูเหมือนกินในร้านอาหาร

หางหมูทอดฟูกรอบ เมนูยอดนิยมที่หลายคนชื่นชอบ

พูดถึง “หางหมูทอด” ทำให้นึกถึงครั้งแรกที่ลองทำ เรียกได้เลยว่าเป็นประสบการณ์ที่จำได้ไม่ลืมว่า ภาพในหัวกับสิ่งที่ทำออกมามันต่างกันอย่างบอกไม่ถูก แทนที่จะได้หางหมูทอดหนังกรอบ ฟู กลับได้เนื้อนิ่ม ไม่กรอบ ไม่ฟู มาแทน แถมยังอมน้ำมันมาอีก เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ตัดสินใจไปกินหางหมูทอดข้างนอกตามร้านอาหารมากกว่าการลงมือทำเอง หรือเอาง่าย ๆ ว่ากลัวการเข้าครัวไปเลยก็ว่าได้ แต่เดี๋ยวก่อน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบเดียวกัน ในบทความนี้เราจะมาแจกสูตรการทำหางหมูกรอบ และทอดให้กรอบฟู เหมือนอยู่ในร้านอาหาร รับรองว่าคุณจะกล้าเข้าครัวทำอาหารแน่นอน แถมยังประหยัดงบในกระเป๋าแทนการออกไปกินข้าวข้างนอกได้อีกด้วย! สูตร หางหมูทอด กรอบฟูเหมือนร้านอาหาร หางหมูทอด เมนูทานเล่นที่ไม่ว่าจะเมนูหางหมูกรอบ ซอสพริกฉบับคนธรรมดา หรือหางหมูทอดกรอบ กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว และข้าวสวยร้อนๆ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยลงตัวในเวลาเดียวกัน สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักว่าวัตถุดิบที่หลายคนมองข้ามอย่างหางหมู คืออะไร นำไปทำเมนูอะไรได้บ้าง ลองเข้าไปอ่านและเข้าความรู้จักวัตถุดิบธรรมดานี้ก่อนว่าสามารถทำอะไรเมนูอะไรได้บ้าง ที่บางครั้งอาจจะช่วยสร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับเราได้ เผื่อในอนาคตใครอยากต่อยอดเป็นธุรกิจร้านอาหาร ตามไปดูสูตรทอดหางหมูพร้อมกับน้ำจิ้มหางหมูทอดกรอบรสเด็ดนี้กัน! วัตถุดิบหางหมูทอด ที่ต้องเตรียม หางหมู 4-5 หาง เกลือป่น น้ำส้มสายชู น้ำมันพืช ผงชูรส วิธีการทอด หางหมูทอด ให้อร่อย เตรียมหางหมูมาประมาณ 4-5 หาง ก่อนจะนำมาทำความสะอาด และขูดสิ่งสกปรกออกให้หมด จากนั้นล้างหางหมูด้วยเกลือประมาณ 2 กำมือ และล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพื่อลดกลิ่นคาว และเมือกของหางหมู นำหางหมูที่ล้างด้วยน้ำสะอาดเรียบร้อยแล้ว มาต้มด้วยประมาณ 20 นาที พร้อมกับใช้ส้อมจิ้มดูความสุกของหางหมู ก่อนจะตักขึ้นมาวางพักไว้ให้เย็น ใช้ส้อมจิ้มลงบนหางหมูให้ทั่ว ตรงนี้จะเป็นทริคสำคัญที่ช่วยให้เวลาทอดหางหมูกรอบ และฟูขึ้น นำเกลือมาทาให้ทั่วหางหมูประมาณ 1 กำมือ ก่อนจะเทผงชูรสพอประมาณตามใจชอบ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับหางหมูก่อนลงกระทะทอด เทน้ำส้มสายชูให้ทั่วหางหมูจนกว่าสีของหางหมูจะซีดลง เพื่อช่วยล้างเมือกและคราบน้ำมันที่เกาะอยู่บนหางหมูแถมยังช่วยให้หางหมูกรอบ และฟูมากขึ้นเวลาที่นำไปทอด จากนั้นนำหางหมูมาบั้ง หรือกรีดเป็นแนวขวางห่างประมาณ 1 ซม. และนำไปตากแดดประมาณ 1-2 ชม. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน และนำหางหมูลงทอดจนสุก ขั้นตอนนี้จะต้องพยายามทำให้น้ำมันทั่วหางหมู นำหางหมูที่ทอดไว้รอบแรกขึ้นพักประมาณ 10-20 นาที ก่อนจะนำลงทอดด้วยไฟกลางและแรง ทอดไปจนกว่าสีขอหางหมูจะเหลืองจนสวย จากนั้นนำมาหั่น จัดจานและเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มหางหมูทอดรสเด็ดได้เลย น้ำจิ้มกินคู่กับ หางหมูทอด วัตถุดิบและส่วนผสมน้ำจิ้มหางหมูทอดรสเด็ด น้ำส้มสายชูหมัก 5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำหวาน 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2  ช้อนชา พริกสับ (จะใส่มากใส่น้อยตามความใจชอบ) วิธีการทำน้ำจิ้มหางหมูทอดรสเด็ด เทน้ำส้มสายชูลงในหม้อที่เตรียมไว้ทั้งหมด  5 ช้อนโต๊ะ ใส่ซีอิ๊วดำหวาน 2 ช้อนโต๊ะและตามด้วยน้ำทรายอีก 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนจะใส่เกลือลงอีกครึ่งช้อนชา เคี่ยวส่วนผสมทุกอย่างให้งวดจนละลายเข้ากัน จากนั้นเทน้ำจิ้มลงในถ้วยที่เตรียมไว้ และใส่พริกสับที่เราหั่นไว้ลงไปได้เลย ระดับความเผ็ดขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน จากนั้นก็พร้อมเสิร์ฟ Tips หางหมูทอด ไม่อมน้ำมัน ฉบับคนเข้าครัว ล้างหางหมูด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำส้มสายชู จะช่วยลดกลิ่นคาวของหางหมูได้ ต้มหางหมูก่อนนำมาทอด ทริคนี้จะทำให้เวลาทอดหางหมูจะฟูมากขึ้น แนะนำให้ “บั้งหางหมู” ด้วยการกรีดเป็นร่องเล็ก ๆ เวลาทอดจะทำให้น้ำมันเข้าในเนื้อได้เยอะ และทำให้กรอบทั่วทั้งชั้น ตากหางหมูให้แห้งก่อนนำมาทอด จะช่วยให้เนื้อไม่อมน้ำมันเวลาทอด อยากทอดให้กรอบ และฟู ต้องทอดทั้งหมด 2 รอบ รอบแรกใช้ไฟอ่อน (จะทำให้สุกทั่วทั้งชิ้น) รอบที่สองใช้ไฟแรง เพื่อให้หางหมูเหลืองและกรอบฟู ใช้น้ำมันใหม่ในการทอดทุกครั้ง เพราะจะทำให้หางหมูออกมามีสีสวย และไม่มีกลิ่นเหม็น เวลาทอด ถ้าอยากให้เมนูหางหมูทอด หอมและอร่อยมากขึ้น ลองโรยงาขาวหลังทอดใหม่ ๆ  ทริคนี้จะช่วยเพิ่มความหอม และเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบของเมนูได้ด้วย Q&A หางหมูทอด ทอดยังไงให้ฟูฉบับคนที่ไม่อยากออกบ้าน หลังจากรู้วิธีการทำหางหมูทอด พร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ดแล้ว หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า แล้วต้องทำยังไงให้หางหมู กรอบ ฟูหอมและอร่อยเหมือนกับร้านอาหาร แบบที่เราไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปกินข้างนอก วันนี้หมูอินเตอร์รวม 7 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ “หางหมูทอดยังไงให้กรอบฟูและอร่อย” พร้อมกับคำตอบมาบอก ตามมาเลย! Q: ทอดหางหมูยังไงให้หนังกรอบฟู A: เคล็ดลับง่าย  ๆ เริ่มจากการเอาหางหมูไปต้มประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วหางหมู พร้อมบั้งหางหมูเป็นร่องเล็ก ๆ และเอาไปตากแดดประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก่อนจะทอดทั้งหมด 2 รอบ (รอบแรกใช้ไฟอ่อน รอบสองใช้ไฟแรง) แค่นี้ก็จะทำให้ได้หางหมูทอดที่กรอบ ฟู และอร่อยแล้ว Q: จำเป็นต้องต้ม และหมักหางหมูก่อนทอดไหม A: จำเป็นทั้งสองอย่าง เพราะการต้มหางหมูในน้ำเดือด จะช่วยลดกลิ่นคาวของหางหมูได้ ก่อนจะนำมาบั้ง พร้อมกับหมักด้วยเกลือ และน้ำส้มสายชูเล็กน้อย บอกว่าเลยตรงนี้คือทริคสำคัญที่ทำให้หางหมูทอด กรอบ ฟู และไม่อมน้ำมัน   Q: ถ้าไม่มีแดดให้ตากหางหมู ต้องทำยังไงให้กรอบ และฟู A: จะใช้พัดลม หรือเตาอบลมร้อนก็ได้ เพราะเราจะทำให้หางหมูแห้งพอประมาณก่อนจะทอด วิธีนี้จะช่วยให้หางหมูไม่อมน้ำมัน แถมยังกรอบและฟูด้วย Q: หางหมูทอดต้องใช้น้ำมันแบบไหน ถึงจะทอดออกมาสวย กรอบฟู ไม่เหม็นหืน A: แนะนำให้ใช้น้ำมันใหม่ เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เพราะน้ำมันใหม่จะทนต่อความร้อนได้ดี ทำให้หางหมูทอดออกมาสีสวย กรอบฟู และไม่เหม็นหืน ควรเลี่ยงการใช้น้ำมันซ้ำ หรือน้ำมันเก่า เพราะจะทำให้หางหมูมีสีคล้ำ และไม่กรอบ Q: หางหมูอบหม้อลมร้อน สามารถทำได้ไหมถ้าไม่อยากใช้น้ำมัน A: ทำได้ เพราะวิธีที่เอาหางหมูอบหม้อลมร้อน จะช่วยให้หางหมูอมน้ำมันน้อยกว่าการทอดในกระทะ แถมยังได้เนื้อสัมผัสที่กรอบเหมือนกับกำลังกินหางหมูทอดกรอบไร้น้ำมัน เมนูเหมาะกับสายรักสุขภาพแน่นอน   Q: หางหมูทอดสามารถทำเมนูอื่นอีกได้ไหม A: ทำได้หลายเมนู! ไม่ว่าจะนำไปคลุกกับเมนูผัดกะเพรา หรือจะเอาไปเป็นเครื่องเคียงของทอดกินคู่กับเมนูอย่างต้มยำก็ยังได้ ได้ทั้งความอร่อยที่กรอบ และฟูในเวลาเดียวกัน รับรองว่าได้เมนูใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม ไม่จำเจแน่นอน Q: หางหมูทอดกินคู่กับอะไรอร่อยที่สุด A: หางหมูทอดกินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด น้ำจิ้มแจ่ว หรือซอสพริกก็อร่อยลงตัว ยิ่งเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ จะทำให้หางหมูทอดที่ทั้งกรอบและฟู มีรสชาติอร่อยและกลมกล่อมเหมือนกินในร้านอาหารแน่นอน บอกเลยว่า เมนูหางหมูทอดไม่ได้มีดีที่ความอร่อยเท่านั้น แค่รู้วิธีการทำหางหมูที่ถูกต้อง รับรองว่าคุณจะมองเมนูนี้เปลี่ยนไป และกล้าเข้าครัวทำอาหารแน่นอน เพราะในบทความนี้เราได้บอกทั้งวิธีการทอดหางหมูให้กรอบ และวิธีทำน้ำจิ้มรสเด็ด แถมยังได้ทริคดี ๆ การทอดหางหมูให้กรอบฟู โดยไม่ต้องเสียเวลาออกไปข้างนอก ลองทำตามรับรองว่าสายทำอาหารที่บ้านแบบเรา ๆ นั้นก็ยกร้านอาหารมาไว้ที่บ้านได้ แล้วถ้าอยากเปลี่ยนจากหางหมูทอดเป็น หางหมูย่าง ล่ะ? จะใช้สูตรไหนหมักให้อร่อยและถูกใจคนในบ้าน ตามไปอ่านสูตรหมักหางหมูย่างได้ในบทความต่อ ๆ ไปได้เลย ได้ทั้งความรู้ และวิธีการทำที่ขนทัพการทำอาหารมาเพียบ!

หางหมูยาจีน สูตรโบราณ เมนูรักสุขภาพ ทำเองง่าย ๆ ได้ที่บ้าน

หางหมูยาจีน สูตรเด็ดความอร่อยสำหรับคนรักสุขภาพ

หางหมูยาจีน เมนูยอดฮิตของสายรักสุขภาพที่มีต้นตำรับมาจากสมัยจีนโบราณ บางคนอาจยังไม่รู้จักเมนูนี้ ที่ได้ฉายาว่าเป็นยารักษาโรค บอกเลยว่าเต็มไปด้วยประโยชน์จากสมุนไพรจีน แถมยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม หนึบ และละลายในปาก ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนย้อนไปสมัยจีนโบราณกัน ไปรู้จักกับที่มาของเมนูหางหมูยาจีน พร้อมสูตรอร่อยที่ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน รับรองว่าได้ทั้งความอร่อย และประโยชน์ที่เต็มอิ่มจนต้องอยากกลับบ้านไปทำให้คนที่บ้านกินแน่นอน! หางหมูยาจีน ต้นตำรับที่ควรรู้ ย้อนกลับมายุคจีนโบราณทั้งที มารู้จักกับต้นตำรับของเมนูนี้กันก่อนดีกว่ามีที่มาจากไหน ความจริงแล้วต้นตำรับของเมนูนี้ เกิดมาจากวัฒนธรรมของจีนโบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง และชิง ในเรื่องของแพทย์แผนจีน ที่เล่าต่อกันมาว่า อาหาร คือ ยารักษาโรค ต้นตำรับนี้จะเน้นการใช้หางหมูเป็นวัตถุดิบหลัก ที่มีคอลลาเจนสูง ผสมกับใช้สมุนไพรจีน อย่าง โป๊ยกั๊ก อบเชย ตังกุย เก๋ากี้ และเปลือกส้มแห้ง จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพราะฉะนั้น การเลือกวัตถุดิบที่ดีและรู้วิธีการทำที่ถูกต้อง จะทำให้ได้ทั้งประโยชน์ และความอร่อยไปในเวลาเดียวกัน! หางหมูยาจีน จากความรู้ทางการแพทย์สู่เมนูบำรุงร่างกาย หางหมู เป็นส่วนที่มีไขมันและคอลลาเจนเยอะ เวลานำไปหางหมูตุ๋นจะช่วยบำรุงผิวพรรณและข้อต่อ ถ้านำไปปรุงอาหารรวมกับสมุนไพรอย่าง “ตังกุย” จะช่วยบำรุงเลือด และปรับฮอร์โมน นอกจากนี้ยังมี “พุทราจีน” และ “เก๋ากี้” ผลไม้ที่ให้ความหวาน แถมยังช่วยบำรุงสายตาได้อีกด้วย ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย หางหมู เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่มีฤทธิ์ร้อน ส่วนสมุนไพรจีนชนิดที่อยู่ในเมนูหางหมูยาจีนจะมีฤทธิ์ให้ความอบอุ่นกับร่างกายทั้ง 2 อย่างนี้เปรียบเหมือน “หยินกับหยาง” ที่มาหักล้างกันให้สมดุล ทำให้เหมาะสำหรับคนที่หนาวง่าย อ่อนเพลีย หรือมีโรคประจำตัว อย่างโรคโลหิตจาง มักจะนิยมทำในฤดูหนาวเพราะจะทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น จุดเด่นของ หางหมูยาจีน ทำไมถึงเป็นมากกว่าซุปที่อร่อย? หางหมู ถึงจะเป็นวัตถุดิบที่หลายคนมองข้าม แต่เวลาที่นำมาทำอาหาร กลับกลายเป็นเมนูที่มีความพิเศษและโดดเด่นมากขึ้น อย่างเมนูหางหมูยาจีน  ที่มีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเนื้อสัมผัส ประโยชน์ ส่วนผสม หรือแม้แต่การนำวัฒนธรรมของจีนโบราณเข้ามาใช้กับอาหารไทยจนเป็นที่รู้จักกัน เราได้รวบรวมจุดเด่นของเมนูนี้มาแล้ว ตามไปดูกันเลย! หางหมู  วัตถุดิบที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ ละลายในปาก ส่วนมากจะเน้นหนัง เส้นเอ็น และไขมัน ไม่ว่าจะนำมาต้ม หรือตุ๋น จะทำให้เนื้อนุ่ม หนึบ และเคี้ยวเพลิน สามารถนำมาทำอาหารได้หลายเมนู ไม่เพียงแต่เมนูนี้เท่านั้น แต่ยังทำเมนูหางหมูต้ม หางหมูตุ๋น หรือหางหมูพะโล้ได้ แค่นำไปปรุงรสด้วยเครื่องเทศต่าง ๆ ก็ทำให้ได้เนื้อที่มีรสชาติเข้มข้น และเนื้อสัมผัสที่นุ่มตามความต้องการแน่นอน รวมทั้งได้รสชาติของน้ำซุปที่หวาน กลมกล่อม และสมุนไพรที่ตุ๋นรวมกันในหม้อ เมนูความอร่อย เต็มไปด้วยสมุนไพรจีน เมนูนี้มักจะใช้วิธีการตุ๋น และต้ม เพื่อทำให้เนื้อนุ่ม และหนึบกำลังดี จะใส่ส่วนผสมสมุนไพรจีนอย่าง ตังกุย พุทราจีน เก๋ากี้ โป๊ยกั๊ก และอบเชยที่ช่วยบำรุงร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เมนูนี้มีจุดเด่นเป็นเหมือนยาในรูปแบบของอาหารที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง น้ำซุปมีกลิ่นหอม และความหวานจากสมุนไพร ส่วนมากน้ำซุปจะไม่ใส่ผงชูรส เพราะใช้พุทราจีน และเก๋ากี้เป็นตัวให้ความหวานและความหอมกับเมนูนี้ ทำให้หางหมูยาจีนโดดเด่นในเรื่องของความหอมและรสชาติที่หวาน ยิ่งใช้เวลานานในการเคี่ยวจะทำให้น้ำซุปเข้มข้นมากขึ้น เปิดสูตรโบราณวิธีทำ พร้อมกับเคล็ดลับความอร่อย! รู้จักทั้งต้นตำรับ และจุดเด่นของเมนูนี้แบบคร่าว ๆ กันแล้ว งั้นเรามาเปิดสูตรโบราณ หางหมูยาจีน ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านง่าย ๆ เพียงแค่ซื้อวัตถุดิบอย่างหางหมู และสมุนไพรจีนไม่กี่อย่างมาทำเอง ก็ทำให้ได้น้ำซุปที่มีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และหอมกลิ่นสมุนไพรทันที ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปข้างนอก วัตถุดิบและส่วนผสม หางหมู 500 กรัม ตังกุยแห้ง 4 แผ่น พุทราจีน 8 ลูก เก๋ากี้ 1 ช้อนโต๊ะ โป๊ยกั๊ก 2 ดอก อบเชยแท่ง 1 แท่ง น้ำสะอาด 6 ถ้วยครึ่ง ขิงแก่ (หั่นแว่น) กระเทียม ขั้นตอนและวิธีทำ ขั้นตอนแรกเตรียมหางหมู และล้างให้สะอาด ก่อนนำไปต้มน้ำเดือดประมาณ 5 นาที เพื่อลดกลิ่นคาว หลังจากนั้นใส่น้ำสะอาดลงหม้อ ก่อนจะใส่ขิง กระเทียม ตังกุย พุทราจีน อบเชย เก๋ากี้ โป๊ยกั๊ก และอบเชย ต้มจนได้กลิ่นสมุนไพร พอได้กลิ่นสมุนไพรแล้ว ให้ใส่หางหมูที่เตรียมไว้ลงหม้อ ก่อนจะลดไฟอ่อนและตุ๋นหางหมูไว้ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง สามารถเพิ่มน้ำตามที่ต้องการได้ สามารถใส่ซีอิ๊วขาว หรือเกลือเล็กน้อยได้ตามใจชอบ เพื่อเพิ่มรสชาติ หลังจากที่ตุ๋นจนเนื้อนุ่มแล้ว ตักใส่ถ้วยและโรยพริกไทย เพื่อเพิ่มความอร่อย ก่อนนำมาเสิร์ฟพร้อมทานได้เลย เคล็ดลับความอร่อยทำได้ง่าย มือใหม่ควรรู้! เวลาตุ๋น แนะนำว่าให้ใช้หม้อเคลือบ หรือหม้อดิน จะทำให้น้ำซุปมีกลิ่นหอม และรสชาติเข้มข้น อร่อยมากขึ้นจากเดิม เวลาปรุงแนะนำว่า ไม่ต้องใส่ผงชูรส เพราะสมุนไพรจีนให้ความหวานกับเมนูนี้อยู่แล้ว Q&A หางหมูยาจีน เมนูที่คนรุ่นใหม่ยังไม่รู้จัก คนรุ่นใหม่อาจตั้งคำถามหลายอย่างว่า “หางหมูกินยังไง?”  “อร่อยจริงมั้ย?” แล้ว “ดีต่อสุขภาพจริงเหรอ?” แม้หลายคนจะไม่ค่อยรู้จักกับหางหมูยาจีน อาจจะทำให้งง ๆ ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี วันนี้เราเลยรวบรวม 5 คำถามยอดฮิตมาตอบทุกคนเกี่ยวกับอาหารจานเด็ดนี้แล้ว รีบตามมาดูคำตอบกัน! Q: ทำไมต้องใช้หางหมู ทำเมนูประเภทต้ม หรือตุ๋น A: เพราะหางหมูมีหนัง และเอ็นของไขกระดูกที่มีคอลลาเจนสูง ช่วยเรื่องบำรุงผิวพรรณ เวลาที่นำมาตุ๋นจะทำให้เนื้อนุ่ม หนึบและน้ำซุปมีรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เหมาะกับการตุ๋นคู่กับสมุนไพรจีนที่ให้ความหวานจากธรรมชาติ Q: หางหมูยาจีนกับซุปกระดูกหมูทั่วไปแตกต่างกันยังไง A: เมนูนี้มีความโดดเด่นในเรื่องการใช้สมุนไพรจีนหลายอย่างเข้ามาตุ๋นกับหางหมู ไม่ว่าจะเป็น ตังกุย พุทราจีนและเก๋ากี้ ที่ช่วยให้ความหวาน กลิ่นหอมกับน้ำซุป โดยไม่ต้องใส่ผงชูรส ส่วนซุปกระดูกหมูธรรมดาจะเน้นการเคี่ยวกระดูกและปรุงรสจากผงชูรส Q: ถ้าหาซื้อสมุนไพรจีนไม่ครบ ทำได้ไหม A: ทำเมนูนี้ได้แน่นอน แต่เราจะเลือกใช้เฉพาะตังกุย พุทราจีน เก๋ากี้ที่ให้ความหวานและประโยชน์แก่ร่างกาย แทบไม่ต้องปรุง หรือจะปรับวิธีการทำตามวัตถุดิบที่มีได้เลย Q: หางหมูยาจีน มีสรรพคุณช่วยอะไรได้บ้าง A: ช่วยบำรุงเลือด บำรุงไต เสริมคอลลาเจนให้กับร่างกาย ฟื้นฟูพลังงานและยังลดความเย็นในร่างกายได้ด้วย Q: หางหมูยาจีน เหมาะกับคนกลุ่มไหน A: เมนูนี้เหมาะกับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคโลหิตจาง ผู้หญิงหลังคลอด และคนที่หนาวง่าย เพราะช่วยบำรุงเลือด ฟื้นฟูร่างกาย และช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายของเราอุ่นพอดี เชื่อได้เลยว่า ถึงวัตถุดิบนี้จะไม่ใช่ตัวเลือกแรกของหลายคน เวลาที่ซื้อของมาทำอาหาร แต่พอได้รู้วิธีการทำที่ถูกต้อง ก็รู้ว่า หางหมู เป็นวัตถุดิบหนึ่งที่ทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้เยอะมากแถมยังได้ประโยชน์อีก อย่างเมนูหางหมูยาจีนที่เอาสมุนไพรจีนมาตุ๋นกับหางหมู ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อมมากขึ้น แถมยังได้ความหวานจากสมุนไพรจีน จนแทบไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย แนะนำว่าลองไปทำตามกันดูนะ รับรองว่าคุณจะมองหางหมูเปลี่ยนไปจากเดิมแน่นอน หรือ อาจกลายเป็นของโปรดของใครหลายคน เวลาทำอาหารทุกวันก็ได้ และถ้ายังนึกไม่ออกว่าหางหมูเอาไปทำอะไรได้อีก ตามไปอ่านสูตรหางหมูพะโล้ต่อได้เลย แล้วมาเปิดสูตรความอร่อยนี้ไปด้วยกัน!

สูตรหางหมูพะโล้ ตุ๋นเนื้อนุ่ม ไม่ต้องปรุงเพิ่มก็อร่อยได้

หางหมู วัตถุดิบที่หลายคนไม่ค่อยคุ้นเคย

สูตรหางหมูพะโล้ เคยลองทำกันรึยัง? ถึงหางหมูจะเป็นวัตถุดิบที่หลายคนไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ด้วยเนื้อสัมผัสที่มีความนุ่ม หนึบ การทำเมนูตุ๋นอย่าง “หางหมูพะโล้” จะได้เมนูที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่ทั้งกลมกล่อม เข้มข้น หวานติดเค็มเล็กน้อย แถมยังถูกปากทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ไม่ว่าใครก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ หรือจะทำให้คนที่คุณรักทาน ก็รับรองว่าเป็นเมนูพิเศษแสนอร่อยของหลายคนได้แน่นอน วันนี้เราเลยพาทุกคนมาตะลุยสูตรหางหมูพะโล้ ที่ได้ทั้งความนุ่ม อร่อย ละลายในปากจนต้องร้องว้าว ไปตะลุยสูตรนี้กัน! สูตรหางหมูพะโล้ คืออะไร มาทำความรู้จัก เมนูขาประจำของทุกบ้านกัน! ก่อนจะไปเปิดสูตรการทำหางหมูพะโล้โบราณ ลองมาทำความรู้จักที่มาของพะโล้โบราณกันก่อนว่า พะโล้มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทำไมถึงกลายมาเป็นสูตรโบราณที่ทั้งอร่อย และกลมกล่อม จนกลายเป็นเมนูขาประจำของทุกบ้านได้ “พะโล้” มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน โดยเฉพาะกลุ่มของคนจีนแต้จิ๋ว ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย และเอาสูตรอาหารอย่างพะโล้ ติดตัวเข้ามาด้วย ทำให้คำว่า “พะโล้” ถูกคิดว่าน่าจะเพี้ยนเสียงมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “ผะโล่ว (卤)” แปลว่า การตุ๋นในน้ำพะโล้ให้อาหารมีรสหวาน และเค็มสลับกัน ผสมกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศ สูตรต้นฉบับจากจีน ใช้วิธีการเคี่ยวน้ำตาลทรายแดงในกระทะให้เป็นสีน้ำตาล ก่อนจะใส่เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊ว เครื่องเทศ พวกอบเชย โป๊ยกั๊ก สมุนไพรจีนชนิดหลายชนิด และเนื้อหมู ลงไปในหม้อ แล้วเคี่ยวให้สุก วิธีนี้จะทำให้พะโล้มีรสชาติเข้มข้น และอร่อยมากขึ้น  ส่วนสูตรของคนไทยบอกเลยว่า จะเน้นเรื่องรสชาติที่หงาน เค็ม กลมกล่อมและหอมกำลังดีจากสมุนไพรไทยสามทหารเสืออย่าง รากผักชี กระเทียม และพริกไทย เรียกได้ว่าอร่อย ถูกปากหลายคนแน่นอน! สูตรหางหมูพะโล้: เคล็ด (แต่) ไม่ลับ ความอร่อยของเรา หางหมูพะโล้ เรียกได้ว่าเป็นเมนูความอร่อยที่ใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง อร่อยได้ในหม้อเดียว จากหางหมู วัตถุดิบที่หลายคนมองข้ามกลับกลายมาเป็นอาหารจานเด็ดของหลายคนที่มีทั้งความนุ่ม หอม และเข้มข้น ด้วยวิธีการตุ๋นในหม้อเป็นเวลานานด้วยสมุนไพรของไทยอย่างสามเกลอ ไม่ว่าจะเป็นรากผักชี กระเทียม และพริกไทย รับรองว่าได้เนื้อนุ่มตามที่ต้องการแน่นอน ละลายในปาก แถมได้น้ำซุปที่เข้มข้น อร่อยโดนใจแบบไม่ต้องปรุงเพิ่มที่หลังอีก สูตรหางหมูพะโล้ที่ดี ไม่ใช่แค่ต้องวัตถุดิบดี แต่ต้องมีเทคนิคในการตุ๋นให้นุ่มละลายในปาก แต่ยังคงรสชาติของเมนูนี้ไว้ด้วย ถ้าอยากรู้เคล็ดที่ (ไม่) ลับ ตามมาดูสูตรอร่อยกันเลย! วัตถุดิบและส่วนผสม หางหมูหั่นท่อน 500 กรัม ไข่ไก่ 4 ฟอง (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) เต้าหู้แข็ง 1 ก้อน กระเทียมทุบละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ รากผักชี 2 ราก พริกไทยขาวเม็ด 1 ช้อนชา เกลือ 1/2  ช้อนชา น้ำตาลปิ๊บ 4 – 6 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ทัพพี น้ำเปล่า (เทให้ทั่วหางหมู และไข่ไก่) ซีอิ๊วดำหวานเล็กน้อย (ถ้าสีของน้ำซุปเข้มแล้วไม่ต้องใส่เพิ่ม) วิธีการทำหางหมูพะโล้สูตรโบราณ ต้มไข่ไก่บนกระทะ 6 นาที ใส่เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ และคอยคนไข่ไก่ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ไข่แดงอยู่กลางใบสวยพอดี จากนั้นแช่ไข่ในน้ำเย็น ปอกเปลือก และพักไว้ เตรียมและล้างหางหมูให้สะอาด ก่อนจะนำมาลวกในหม้อประมาณ 3 – 5 นาที เพื่อลดกลิ่นคาว ก่อนจะหั่นเป็นชิ้นตามความต้องการ ตำรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด แล้วนำไปผัดในหม้อด้วยไฟอ่อนจนหอม และพักทิ้งไว้ เติมน้ำเปล่าลงในหม้อ ใส่น้ำตาลปิ๊บ และเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนได้สีน้ำตาลเข้ม จากนั้นใส่เครื่องแกงที่ผัดแล้ว ลงในหม้อที่เคี่ยวแล้ว และปรุงรสด้วยน้ำปลา และคนให้เข้ากัน ใส่หางหมูที่หั่นชิ้นลงไปในหม้อ ตั้งไฟกลางจนหางหมูเริ่มนุ่ม เติมน้ำเปล่าเพิ่มตามความต้องการ ต้มจนเดือดและลดไฟให้เบาลง ก่อนจะใส่ไข่ไก่ เต้าหู้ทอดลงในหม้อ เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนจนหางหมูนุ่มได้ที่ ถ้าต้องการสีของน้ำซุปให้เข้มขึ้น สามารถเติมซีอิ๊วดำเพิ่มได้ตามความชอบ เคล็ดลับเพื่มความอร่อย หางหมูพะโล้ โป๊ยกั๊ก และ อบเชย  จะช่วยเพิ่มความหอมของพะโล้แบบจีนโบราณ ถ้าทิ้งไว้ข้ามคืน และอุ่นกินตอนเช้า จะทำให้รสชาติมีความเข้มข้น และกลมกล่อมมากขึ้น กินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ หรือจะกินกับข้าวต้มก็เข้ากันได้ดี อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม Q&A สูตรหางหมูพะโล้ เมนูโปรดของทุกบ้าน อร่อย นุ่ม ทำได้ไม่ยาก! ไปเปิดสูตรวิธีทำหางหมูพะโล้โบราณกันมาแล้ว หลายคนอาจมีคำถามที่คาใจว่า “จะทำให้หางหมูนุ่มได้ยังไง ?” “ถ้าขาดวัตถุดิบบางอย่างยังทำเมนูนี้ได้อยู่ไหม?” วันนี้หมูอินเตอร์รวม 5 คำถามมาตอบคำถามที่สงสัยกัน จะมีคำถามไหนบ้างนั้น ตามไปอ่านกัน! Q: หางหมูพะโล้ต้มยังไงให้นุ่ม A: เคล็ดลับความนุ่มง่าย ๆ คือการต้มหางหมูในน้ำเดือดประมาณ 3 – 5 นาที จากนั้นนำไปตุ๋นไฟอ่อน ด้วยสมุนไพรอย่าง รากผักชี กระเทียม และพริก ประมาณ 1 ชั่วโมง จะช่วยให้เนื้อหางหมูสุก และนุ่มพอดี ลองไปทำตามกันดูนะ! Q: หางหมูพะโล้ต้องใส่อะไรบ้าง A: วัตถุดิบหลัก ๆ ที่ใช้ทำหางหมูพะโล้ จะมีหางหมู ไข่ไก่ เต้าหู้ น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำ น้ำปลา และที่ขาดไม่ได้ คือ สมุนไพร สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) ที่ช่วยเพิ่มความหอม แต่ถ้าใครอยากได้ความหอมมากขึ้นก็ใส่โป๊ยกั๊ก และอบเชย เพื่อเพิ่มความหอมก็ได้ Q: โป๊ยกั๊ก และอบเชย จำเป็นต้องใส่ในหางหมูพะโล้ทุกครั้งไหม A:  ไม่จำเป็นต้องใส่ในพะโล้ทุกครั้งก็ได้ เพราะเรามีส่วนผสมอย่างรากผักชี กระเทียม และพริกไทยให้ความหอมอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากได้ความหอมแบบจีนโบราณ แนะนำว่าให้ใส่โป๊ยกั๊ก 1 – 2 ดอก และอบเชยเล็กน้อย จะทำให้กลิ่นหอมมากขึ้น Q: ทำไมต้องใส่น้ำตาลปี๊บลงในพะโล้ A:  น้ำตาลปี๊บจะช่วยให้พะโล้มีรสหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งจะแตกต่างจากน้ำตาลทรายทั่วไปที่ให้ความหวานอย่างเดียว Q: เมนูพะโล้เก็บไว้ได้นานไหม A:  ถ้าแช่พะโล้ไว้ในตู้เย็นสามารถเก็บได้ 2 – 3 วัน แต่ถ้าแช่แข็งไว้จะเก็บได้นานถึง 1 อาทิตย์ เรียกได้ว่าถ้าเอามาอุ่นกินซ้ำจะได้รสชาติที่กลมกล่อม และเข้มข้นขึ้น ใครที่เคยมองข้ามหางหมู ไม่ว่าจะเคยกินแล้วหรือยังไม่เคยลอง แล้วคิดว่าไม่อร่อย ลองมาเปิดใจให้กับวัตถุดิบนี้ดู ไม่งั้นจะถือว่าพลาดของอร่อย เพราะหางหมู เป็นวัตถุดิบที่ทำอาหารได้มากกว่าที่เราคิด อย่างเมนูหางหมูพะโล้สูตรโบราณที่ตุ๋นกับสมุนไพรจนได้เนื้อที่มีความนุ่ม หนึบ หอมกลิ่นเครื่องเทศ แถมยังได้น้ำซุปที่มีความเข้มข้นถูกปากใครหลายคนแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม และถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเอาไปทำเมนูไหนอีก ตามมาอ่าน หางหมูทำอะไรได้บ้าง ได้เลย รับรองว่าวัตถุดิบที่คนมองข้ามนี้อาจจะกลายเป็นวัตถุดิบขาประจำของหลายบ้านก็ได้นะ

5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม 10 นาที เคล็ดลับละลายในปากทุกเมนู

5 สูตรหมักหมูนุ่มใน 10 นาที

หมักหมูได้ไม่ยาก 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม เปลี่ยนจากเนื้อหมูธรรมดาให้กลายเป็นเนื้อหมูแสนอร่อยได้ง่าย ๆ ต้องลอง เชื่อว่าหนึ่งในวัตถุดิบที่นิยมของทุกบ้าน คงพลาด “เนื้อหมู” ไปไม่ได้ เพราะเป็นวัตถุดิบที่หาง่าย ทำได้ทุกเมนู ตั้งแต่มื้อธรรมดาจนถึงมื้อพิเศษ แต่บ่อยครั้งหลายคนเจอปัญหาเนื้อหมูแห้ง เหนียว และแข็งจนทำให้มื้ออาหารแสนพิเศษต้องจบลงด้วยมื้อที่ไม่อร่อยแทน แล้วจะทำยังไงให้จากเนื้อหมูธรรมดากลายเป็นหมูนุ่มสุดอร่อย วันนี้หมูอินเตอร์รวม 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม หมักง่าย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อร่อย มาแนะนำสายชอบกินชาบู หมูกระทะ รับรองไม่ว่าเมนูไหนก็เอาอยู่ อยากให้เนื้อหมูนุ่ม ควรเลือกเนื้อส่วนไหน ให้เข้ากับ 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม ก่อนจะไปถึงสูตรหมักหมูนุ่ม สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ “การเลือกเนื้อหมูที่เหมาะสม” เพราะเนื้อแต่ละส่วนให้สัมผัสที่ต่างกัน ถ้าเลือกถูก รับรองว่าสูตรหมักจะได้ผลแน่นอน มาเลือกเนื้อหมูให้ได้เนื้อที่นุ่ม อร่อยแบบมือโปรกันเลย เทคนิคเลือกเนื้อหมูสุดอร่อย ให้เหมาะกับสูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม ก่อนจะรู้วิธีหมักเนื้อหมูให้นุ่ม อร่อยโดนใจ ต้องเริ่มจากการเลือกเนื้อหมูที่สดใหม่ สะอาด และปลอดภัย สังเกตจาก 2 อย่างนี้ สีของเนื้อหมูสด ต้องมีสีแดงอมชมพู ผิวต้องมันลื่น ไม่เหนียว เวลากดลงบนเนื้อจะต้องคืนตัว สีไม่ซีด คล้ำ และเขียว ดังนั้นก่อนเลือกซื้อเนื้อหมูควรดูให้แน่ใจก่อนว่าเนื้อหมูได้คุณภาพ และปลอดภัยต่อร่างกายของเราหรือไม่ กลิ่นของเนื้อหมู ต้องไม่มีกลิ่นเหม็น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่าเราจะเดินเข้าไปเลือกซื้อหมูตามตลาดสด ร้านขายหมูสด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เพียงแค่ได้กลิ่นของเนื้อที่มีกลิ่นเหม็นลอยมา เราก็ตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ซื้อเนื้อหมูจากร้านนี้แน่นอน และจะหันหลังกลับไปซื้อร้านอื่นแทน เนื้อหมูส่วนไหน เหมาะกับสูตรหมักเนื้อหมูนุ่มจนอร่อย นุ่ม ละลายในปาก สำหรับส่วนของเนื้อหมูที่จะนำมาหมักให้เนื้อนุ่ม เราขอแนะนำเนื้อหมูทั้งหมด 3 ส่วนที่หมักแล้วนุ่มแน่นอน  ทำอาหารในมื้อพิเศษได้ไม่ยาก พร้อมหาซื้อวัตถุดิบได้ง่าย สันคอหมู ส่วนที่เหมาะที่สุด เพราะมีไขมันแทรกในเนื้อ ใช้เวลาหมักไม่นาน นำไปทำอาหารจะได้เนื้อที่มีความนุ่ม ละลายในปาก รับรองถูกใจ สายปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะ แน่นอน สันในหมู ส่วนที่ขึ้นชื่อว่านุ่มที่สุด จากทุกส่วนของหมู จะทำด้วยวิธีปิ้ง ย่าง ผัด และทอด ทำให้ได้เนื้อนุ่มที่แตกต่างกัน เวลานำมาหมักไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน ทำให้ไม่เหมาะกับเมนูหมูกระทะ เพราะถ้าสุกเกินไป เนื้อจะมีความแห้ง และแข็ง หมูสามชั้น หมูที่มีเนื้อ มัน และหนังสลับกันเป็นชั้น ๆ เหมาะกับการหมักก่อนนำมาทำอาหาร เพราะหมูสามชั้นมีรสชาติเข้มข้นขึ้นจากการหมักด้วยเครื่องปรุงรส ทำให้เหมาะกับการนำไปทอดหมูกรอบ หรือปิ้งย่างชาบู หมูกระทะก็ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มไปอีกแบบ แจก 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม ทำง่าย อร่อยทุกบ้าน รู้เรื่องวิธีการเลือกเนื้อหมูไปแล้ว งั้นหมูอินเตอร์ขอแนะนำ 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม จากนมสด สับปะรด โซดา กีวี่ และเอนไซม์ ใครที่กำลังเจอกับปัญหาการหมักหมูมากี่วิธีก็ไม่ยอมนุ่มสักที ตามมาดูเลยว่าทั้ง 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มนี้จะช่วยทำให้เนื้อหมูนุ่มได้จริงหรือไม่ บางทีอาจเปลี่ยนจากเรื่องยากในการหมักหมูให้กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มด้วยนมสด การหมักหมูให้นุ่มด้วยนมสด เป็นวิธีที่ให้เนื้อหมูมีความนุ่มมากขึ้น แถมยังช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อหมูได้ วิธีหมักหมูด้วยนมสดนั้นเหมาะกับเนื้อที่มีไขมันไม่เยอะ เวลาที่หมักเนื้อหมูเสร็จเรียบร้อยแล้วนำมาทำอาหาร เนื้อหมูจะมีความนุ่ม และมีความหอมของนมสดมากขึ้น ส่วนผสม เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม นมสดจืด 120 กรัม วิธีหมักเนื้อหมู ขั้นตอนแรกนำเนื้อหมูที่เตรียมไว้ใส่ในถ้วยผสม หลังจากนั้นเทนมสดจืดลงไปให้ท่วมเนื้อหมู คลุกเคล้าเนื้อหมูและนมให้เข้ากัน หลังจากนั้นปรุงรสตามใจชอบ นำเนื้อหมูที่หมักไว้เข้าตู้เย็น 30-60 นาที หรือจะทิ้งไว้ข้ามคืนก็ได้ สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มด้วยสับปะรด อย่างที่รู้กันว่า “สับปะรด” ทำให้เนื้อหมูนุ่มได้เร็วขึ้น เพราะเนื้อสับปะรดจะมีเอนไซม์โบรมีเลน ทำหน้าที่ในการย่อยโปรตีน ทำให้จากเนื้อที่มีความเหนียว สามารถนุ่มลงเพียงใช้เวลาไม่กี่นาทีจะทำให้เนื้อหมูนุ่มและติดความหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่ต้องระวังเรื่องเวลาจะใช้วิธีนี้ในการหมักเนื้อหมู ควรพักเนื้อหมูไม่เกิน 15 นาที เพราะเวลานำไปทำอาหาร จะทำให้เนื้อหมูเละได้ ใครที่ซื้อสับปะรดมาแล้วกำลังจะเน่า รีบเอามาหมักหมูด่วน ก่อนเสียดายแล้วต้องทิ้งลงถังขยะ ส่วนผสม เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม สับปะรดสุก 3 ช้อนโต๊ะ (บดละเอียด) หรือใช้น้ำสับปะรดสด 1/4 ถ้วย วิธีหมักเนื้อหมู ขั้นตอนแรกนำสับปะรดสุกมาบด หรือปั่นเป็นน้ำสับปะรด หลังจากนั้นนำเนื้อหมูที่เตรียมไว้ ปรุงรส และผสมกับสับปะรดที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าเนื้อหมูและเนื้อสับปะรดบดให้เข้ากัน ก่อนจะนำไปปรุงรสให้เรียบร้อย นำเนื้อหมูที่หมักไว้แช่ตู้เย็น ทิ้งประมาณ 5-15 นาที พอครบเวลาสามารถนำไปทำอาหารต่อ สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มด้วยเบกกิ้งโซดา เบกกิ้งโซดา ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของซอสหมักเนื้อต่าง ๆ หนึ่งในนั้นยังมีส่วนที่ช่วยให้เนื้อหมูนุ่มขึ้น และลดความเหนียวได้ดีเลย  การหมักด้วยวิธีนี้ ถือว่าเวิร์กมาก แต่ต้องระวังตอนหมักเนื้อหมู เพราะถ้าใส่เบกกิ้งโซดาในปริมาณที่มากเกินไป จากเนื้อหมูที่นุ่มขึ้น อาจได้ความขมติดมาด้วย ส่วนผสม เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา น้ำเปล่า 1 ถ้วย วิธีหมักเนื้อหมูให้นุ่มด้วยเบกกิ้งโซดา (วัตถุดิบเป็นที่ต้องการของการทำขนมหวาน) ขั้นตอนแรกละลายเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาในถ้วยน้ำเปล่า นำเนื้อหมูที่เตรียมไว้แช่ลงในน้ำที่ผสมเบกกิ้งโซดา จากนั้นแช่ตู้เย็น และทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ย้ำว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก พอครบเวลาที่หมักให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2-3 รอบ ก่อนจะนำไปปรุงรส และทำอาหารต่อ สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มด้วยกีวี่ ขึ้นชื่อผลไม้ที่ได้ฉายาแห่ง “เชฟมือทอง” ของตระกูลผลไม้ คงหนีไม่พ้น “กีวี่” ที่ให้ประโยชน์กับร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เนื้อหมูนุ่ม เพราะในตัวของกีวี่มีเอนไซม์พิเศษอย่างแอคทินิดีน คอยช่วยทำหน้าที่ให้หมูของเรานุ่มเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามควรดูเวลาหมักเนื้อให้ไม่เกิน 15 นาทีเพราะอาจจะทำให้เนื้อเละได้เช่นเดียวกับการหมักด้วยสับปะรด ส่วนผสม เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม กีวี่หั่นชิ้น หรือสับ 100 กรัม วิธีหมักเนื้อหมูให้นุ่มด้วยผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่า “เชฟมือทอง” อย่างกีวี่ นำกีวี่ที่หั่น หรือสับไว้แล้ว ผสมกับเนื้อหมูที่เตรียมไว้ พร้อมใส่เครื่องปรุงรสให้เรียบร้อย หลังจากนั้นนำเนื้อหมูที่หมักไว้ไปแช่ตู้เย็น และทิ้งไว้ประมาณ 5-15 นาที ก่อนจะนำมาทำอาหารต่อ สูตรหมักเนื้อหมูนุ่มด้วยเอนไซม์ วิธีนี้จะใช้เอนไซม์ธรรมชาติ เช่น สับปะรด และมะละกอดิบ มาสกัดให้เป็นผงเอนไซม์ก่อนนำมาใช้ในการหมักเนื้อหมูให้นุ่ม ส่วนมากร้านอาหารนิยมใช้จนได้ฉายาว่า “วิธีหมักเนื้อหมูให้นุ่มแบบมืออาชีพ” เพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการหมักเนื้อเท่านั้น แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า การหมักด้วยผงเอนไซม์แช่ทิ้งไว้ข้ามคืนไม่ได้ เพราะจะทำให้เนื้อเละ และทำอาหารไม่อร่อยได้ เตือนแล้วนะ ส่วนผสม เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม ผงเอนไซม์จากสับปะรด และมะละกอดิบ 1/4 ช้อนชา วิธีหมักเนื้อหมูให้นุ่มด้วยผงเอนไซม์แบบมืออาชีพ เทผงเอนไซม์ลงบนเนื้อหมูที่เตรียมไว้พร้อมกับผสมให้เข้ากัน และทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นปรุงรสตามใจชอบ ตามสูตรของแต่ละคนได้เลย ก่อนจะนำมาหมักทิ้งไว้ 20-30 นาที และนำไปทำอาหารต่อ Q&A คำถามยอดฮิต เรื่องความปลอดภัยจาก 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม ทุกคนสงสัยแบบไหน เราก็สงสัยแบบนั้น งั้นให้หมูอินเตอร์ตอบ 4 คำถามที่ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยจาก 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม  ตามไปดูกันเลย Q : ถ้าเราหมักเนื้อหมูไว้ สามารถทิ้งไว้ข้ามคืนได้ไหม? A : คำถามนี้เหมาะกับคนขี้ลืม หรือพนักงานประจำที่ไม่มีเวลา  ต้องบอกเลยว่า ทิ้งไว้ข้ามคืนได้  แต่ต้องเลือกวิธีหมักที่มีเอนไซม์ไม่เยอะ เช่น ใช้นมสดในการหมักแทน เพราะใช้เอนไซม์ที่มาจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ Q : หมูที่หมักเก็บไว้ในห้องปกติได้ไหม? A : ไม่ได้ ต้องแช่ตู้เย็นเท่านั้น  เพื่อช่วยยืดอายุของเนื้อหมูที่หมักให้นานขึ้น รวมทั้งป้องกันการโตของเชื้อแบคทีเรียด้วย Q : ผงเอนไซม์ที่ใช้หมักหมูให้นุ่มตามร้านอาหารปลอดภัยแค่ไหน? A : ปลอดภัยแน่นอน ถ้าใช้เอนไซม์  1/4 ช้อนชา ต่อ เนื้อหมูหั่นชิ้น 500 กรัม  เพราะสกัดมาจากผลไม้ธรรมชาติอย่างสับปะรด และกีวี่ แต่อย่าใส่เยอะ และหมักนานเกินไป Q : แล้วถ้าหมักเนื้อหมูไว้หลายวัน เราจะรู้ได้ยังไงว่าเนื้อหมูที่หมักไว้ยังใช้ได้อยู่? A : ง่าย ๆ เลย ดูจากสี กลิ่น และผิวสัมผัส ถ้ามีสีคล้ำ กลิ่นเปรี้ยวแรง หรือมีถ้ามีกลื่น ให้ทิ้งทันที เพียงแค่รู้ 5 สูตรหมักเนื้อหมูนุ่ม เราก็สามารถทำได้ง่าย ๆ หาซื้อวัตถุดิบได้ไม่ยาก นอกจากการหมักเนื้อหมู ยังได้หลักการเลือกเนื้อหมูที่ทำให้หมูนุ่ม  พร้อมตบท้ายด้วยการไขคำตอบที่ทุกคนสงสัย เรียกได้ว่าขนความรู้กลับบ้านไปอย่างเต็มอิ่ม  อ่านมาถึงตรงนี้ เพียงแค่แวะมาที่หมูอินเตอร์ใกล้บ้านคุณ ทุกสาขา หรือทางสั่งออนไลน์ก็คิดเมนูแสนอร่อยได้แล้ว ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะเอาเนื้อหมูมาทำอะไรได้บ้างหลังจากหมักแล้ว ไม่อยากทิ้งเพราะเสียดายของ หมูอินเตอร์ขอแนะนำเมนูหมูกระทะ ชาบู และปิ้งย่าง รับรองว่าทานแล้วนุ่ม อร่อย เคี้ยวเพลิน รับรองติดใจแน่นอน

Copyright © 2025 | MOOTINTER